กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"คนนอก" เข้ามาตรวจสอบ "พระ" สมควรหรือไม่ ?



ฝ่ายโลก กับ ฝ่ายธรรม ... มีวิถีชีวิต วิถีปฏิบัติ บรรทัดฐานต่างกันมาก
จะเอา วิธีของทางโลก มาใช้กับ  ทางธรรม ที่เป็นวิถีของจิตใจซึ่งละเอียดอ่อน นั้นเกรงว่าจะเป็นการปฏิบัติ...ที่ไม่เป็นไปโดยธรรม!
กฎหมาย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ละเอียดลึกซึ้งไปกว่า  กฎแห่งศีลและธรรม ไปได้

ฆราวาส  ... บางคน  
ไม่เคยอุปสมบท ไม่เคยใช้ชีวิตพระ ไม่เคยศึกษาไม่ลึกซึ้งในธรรมวินัย
ไม่เห็นคุณค่า “พุทธธรรม” ของพระพุทธเจ้า
ไม่เคยรักษาศีล  ไม่เคยบำเพ็ญทาน ไม่เคยเจริญสมาธิฝึกจิต
กล่าวได้ว่า ทั้งเชิงพฤตินัย นิตินัย และ/ หรือ จิตนัย
ฆราวาสดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ วัด และ พระพุทธศาสนา ทั้งสิ้น!
( ที่ดูเกี่ยวอยู่นั้น ก็โดยชื่อตำแหน่งหน่วยงานที่จัดตั้งอุปโลกน์กันขึ้นมาเอง
โดยมีจุดมุ่งหมายที่ชวนสงสัยในที่ไปที่มามากอยู่ )
ฆราวาสดังกล่าว...สามารถสรุปได้ว่าเป็น “คนนอก”

แต่กลับพยายามจะ เอาบรรทัดฐาน ทางโลก
เข้ามากำกับ วิถีทางธรรม ซึ่งดูยังไง  ก็เป็นเรื่องไม่ใช่ฝาไม่ใช่ตัว 
รั้งแต่นำไปสู่ความขัดแย้งแตกร้าวในทุกด้าน...

-         ด้วยไม่เหมาะสมด้วยแง่ของอริยะธรรมเนียมอันดีงาม ความควร ไม่ควร
-          ขัดแย้งในเชิงสังคม  และการปกครอง  เพราะสังคมพระ กับสังคมคน นั้น
การปฏิบัติ การอยู่ร่วม  อยู่บนฐาน หลักการ เหตุผล ของวินัย การวินิจฉัย การตัดสิน
ที่ต่างกันเพราะเป้าหมายปลายทางต่างกัน 
ฝ่ายหนึ่งแสวงหาอำนาจมายึดถือเพื่อควบคุมปกครอง 
ฝ่ายหนึ่งแสวงหาทางหลุดพ้น
(และรับหน้าที่อนุเคราะห์เพื่อนมนุษย์หวังจะให้พ้นไปด้วย)   
... แสวงหากันคนละอย่าง !  

... แล้วจะเอา โลก มาปกครอง พระ !
ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้น ...
ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์จะใหญ่หลวง
กว้างขวางและเลวร้ายยิ่งกว่าการล้างผลาญมนุษย์
ด้วยความรุนแรงของสงครามหลายเท่านัก!
เพราะนี้คือความเสียหายที่จะสะเทือนเข้าไปในระดับจิตวิญญาณ!

การทำงานใดๆ แล้วมีการตรวจสอบ  นั่นเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ทุกหน่วยงานองค์กรต้องมี ไม่เช่นนั้น ...   
การปรับปรุง การแก้ไข การช่วยเหลือกัน การพัฒนาให้ดีขึ้น ฯลฯ
ก็ไม่มี

และสิ่งสำคัญของการตรวจสอบ คือ
ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริง กว้าง ไกล รอบคอบ ลึกซึ้งมีวินิจฉัย  และการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นธรรมในสิ่งที่จะต้องตรวจสอบสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความสุจริตใจ !  

หลักการ และ เหตุผล ดังกล่าว ในทางโลก ก็ถือปฏิบัติเช่นนั้นผู้จะตรวจสอบการทำงานของแพทย์  ก็ต้องเป็นแพทย์ผู้จะตรวจสอบการทำงานของครู  ก็ต้องเป็นผู้มีวิชาครูผู้จะตรวจสอบนักวิทยาศาสตร์  ก็ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเข้าใจในศาสตร์นั้นๆ

จะตรวจสอบสิ่งใด ก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ในสิ่งนั้น
นั้น คือ สิ่งที่ควร ถูกต้องไหม ?

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ
กับการทำงานเผยแผ่พระพุทธธรรม ของ เหล่าพระภิกษุ 

ทำไม คนนอกที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในวิถีของพระ
จึงหาเหตุจะเข้าไป  ตรวจสอบ กำกับ ปกครองพระ ?!  

สิ่งที่  สังคมคน กำลัง กระทำกับ สังคมพระ  สมควรอย่างนั้นหรือ ?

ทั้งๆ ที่  สังคมพระ  ก็มีระบบการปกครอง
มีธรรมเนียมประเพณีของอริยะปฏิบัติซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่ดีอยู่แล้ว !

ฆราวาส บางคน มีเจตนาอะไร ?
ในความพยายามที่จะผลักดันให้ออกกฎหมาย 
หรือ กระทำการใดๆ เพื่อควบคุมปกครอง พระ !?



ชาวศิวิไลซ์
24  มิถุนายน พ.ศ. 2560

----------------------------------------

ข้อมูลเพิ่มเติม : วิบัติภัยในบาตรพระขยี้ปมเงินทอนเผยกลโกงฉบับสมบูรณ์



วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ไม่เคยบริจาค แต่อยากตรวจสอบการเงินวัด!...???



อันว่าการ  “บริจาค” (ให้วัด)  คือ การให้ด้วยความพอใจยินดีของผู้ให้เป็นสำคัญ
วัตถุประสงค์ทั้งหมด...ก็เป็นเรื่องของสาธารณะประโยชน์เป็นสำคัญ
หลักๆ ก็มีอยู่ชัดเจน  ...

1    1.   ใช้ไปในการสร้างถาวรวัตถุ โบสถ์ วิหาร ศาลา การเปรียญ
อาคารสถานที่ต่างๆ หรือปกิณกะอื่นๆ  ...เพื่ออะไร

2    2. จากข้อ 1 ก็เพื่อใช้ในการสร้างคนให้เป็นคนดีให้กับชุมชน สังคม
ด้วยกิจกรรมต่างๆ...การสอน การอบรม  การฝึกปฏิบัติพัฒนา ต่างๆ
เพื่อให้คนได้รู้ ได้คิด คิดได้ ทำได้ และดีได้ ...

เงินบริจาคให้วัด ...
พระ ที่อยู่ในวัด หรือ เจ้าหน้าที่ มัคทายก คณะกรรมการ ก็รับภาระทำหน้าที่ดูแล
ใช้จ่ายไปในวัตถุประสงค์ดังกล่าว
เงินบริจาค เป็นเรื่อง ระหว่าง  ผู้บริจาคที่ยินดี  กับ ผู้รับ คือ วัด (นิติบุคคล)
ที่ต่างก็รับภาระต่อการนำเอาปัจจัยเหล่านั้นไปทำคุณประโยชน์ 
ให้แก่ประชาชนในสังคม ต่อไป...

และระบบการดูแลความถูกต้องเป็นธรรม นั้น  
การปกครองของการคณะสงฆ์ก็มีอยู่แล้ว


อยู่กันมาดีๆ  วันหนึ่ง!
คนที่ไม่เคยมีประวัติว่าทำคุณประโยชน์อันใดให้กับพระพุทธศาสนาเลย!
ไม่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลใดๆ แก่วัดวาอาราม!  ไม่เคยบริจาคเลยแม้แต่บาทเดียว!
คือ ไม่เกี่ยวข้องอะไร! ใดๆ ทั้งสิ้น!
แม้แต่ความประพฤติส่วนตัว จะตั้งอยู่ในศีล ในธรรม ก็ไม่ปรากฎให้รู้เห็น!

มาบอก...ต้องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา
           ต้องการตรวจสอบกิจกรรมของวัด
          ต้องการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัด !

1     1. คุณเดือดร้อนตรงไหน ? ด้วยเหตุอะไร ?

2     2. ผู้บริจาค ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ เขายังไม่มาตามตรวจเลย !
คนนี้ต่างหากหรือเปล่าที่ควรมีสิทธิอยากรู้ 
แต่เมื่อเขาให้แล้ว เขาก็ให้ขาดจากใจตามศักดิ์ศรีของผู้ให้  
(ถ้ายังตามมาหวงอยู่  แบบนี้คงไม่น่าจะเรียกว่า บริจาค หรือ ให้,
จะเรียกว่าอะไรดีละ?)

3     3. จะเข้ามาดูแลพระพุทธศาสนา หรือ ทำอะไรกันแน่ ?

... อยากให้คิดให้ดีๆนะครับ
เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ชัด ...
บุคคลใด มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทำการสักการะบูชา
สิ่งแทนพระองค์  ไม่ว่าจะเป็นพระเจดีย์  พระพุทธรูป  ฯลฯ 
อานิสงส์ที่เกิดขึ้นนั้น 
เสมอหนึ่งด้วยการได้บูชาพระองค์  เมื่อมีพระชนม์ชีพอยู่

ฉันใด, 
ตรรกะในทางตรงกันข้าม ... ก็ฉันนั้น ... นะครับ
!

สิ่งที่ ฆราวาสบางพวกกำลังกระทำต่อ พระพุทธศาสนา อยู่นี้...
เท่ากับ...กำลังกระทำต่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า !
มองเลย หลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงตา ขึ้นไป ...
จะเห็นชัดว่า... พระพุทธองค์ยังทรงประทับนั่งเป็นประธาน ในทุกวัด นะครับ
คิดให้ดีๆครับ!   




ชาวศิวิไลซ์
23  มิถุนายน พ.ศ.2560





วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปฏิกิริยาบ่งบอกวัฒนธรรมที่แตกต่าง



บริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ประกาศรับสมัครพนักงานใหม่ 10 คน 
หลังจากผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้น ได้มีการประกาศรายชื่อ 10 คนสุดท้าย
จากผู้สมัครมากกว่า 3,000 คน

ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นตั้งใจอยากเข้าบริษัทนี้ ต้องกลับบ้านด้วยความผิดหวัง 
เศร้าใจอย่างมาก พอกลับถึงบ้าน ก็ตัดสินใจคว้านท้องฆ่าตัวตาย
โชคดีที่คนในบ้านมาพบเข้าและยับยั้งได้ทัน ชายหนุ่มจึงฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ
ในขณะที่ทุกคนพยายามช่วยปลอบใจ ก็มีข่าวด่วนส่งตรงจากบริษัทมาให้ชายหนุ่ม 
แท้จริงคะแนนของชายหนุ่มอยู่ในกลุ่มสิบคนแรก 
แต่เพราะการประเมินผลผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ ทำให้การประกาศผลในครั้งแรกเกิด
ความคลาดเคลื่อน จึงขอประกาศรับชายหนุ่มเข้าเป็นพนักงานบริษัทอย่างเป็นทางการ
ทุกคนพากันดีอกดีใจที่ข่าวร้ายกลายเป็นดีในชั่วพริบตา แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นาน 
ก็ได้รับแจ้งจากบริษัทอีกครั้ง ชายหนุ่มถูกถอดชื่อออกจากสิบคนสุดท้าย
เหตุผลเรียบง่ายมาก เพราะบริษัทวินิจฉัยว่า ด้วยความผิดหวังเพียงเล็กน้อยแค่นี้ 
ชายหนุ่มก็ถึงกับจะฆ่าตัวตาย คนอ่อนแอแบบนี้จะทำงานใหญ่ในอนาคตไม่ได้แน่นอน

************

เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา 
ชายหนุ่มผู้ผิดหวังเมื่อกลับถึงบ้านก็หยิบปืนขึ้นมาเตรียมฆ่าตัวตาย
โชคดีที่คนในบ้านมาห้ามทัน เรื่องวุ่นวายจนเป็นที่รับรู้ของคนระแวกบ้าน
แล้วข่าวดีจากบริษัทก็ตามมาทันที ด้วยสาเหตุเดียวกันคือการประเมินผลผิดพลาดในครั้งแรก 
แต่ทุกคนรวมทั้งชายหนุ่มก็ดีอกดีใจกันแบบไม่ได้คาดฝัน
ปรากฏว่าทนายความดังจากทั่วทุกทิศแห่มาที่บ้านชายหนุ่ม 
ล้วนยุยงให้ชายหนุ่มยื่นฟ้องร้องบริษัท เรียกร้องให้ชดใช้ด้วยเงินก้อนโต 
เพราะทำให้ชายหนุ่มต้องเสียสุขภาพจิตอย่างรุนแรงจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง 
และทนายความทุกท่านล้วนยินดีจะว่าความให้ชายหนุ่ม

************

เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน
ชายหนุ่มผู้ผิดหวังกำลังจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เมื่อคนในบ้านมาห้ามทัน และตามมาด้วยข่าวดีจากบริษัท ชายหนุ่มย่อมดีอกดีใจกับความหวังที่เป็นจริง
แต่พ่อแม่ชายหนุ่มคัดค้านที่จะให้ลูกชายเข้าไปทำงานที่บริษัทนี้
เหตุผลคือ บริษัทนี้ทำงานสะเพร่าแบบชนิดที่ให้อภัยไม่ได้ แล้วถ้าลูกชายตนต้องไปทำงานให้กับบริษัทห่วยแตกแบบนี้ อนาคตลูกจะรุ่งเรืองได้ยัง

***********

เราย้ายเหตุการณ์นี้มาที่ประเทศจีน
หลังจากชายหนุ่มกลับบ้านด้วยความผิดหวัง จึงเตรียมเชือกผูกขื่อเพี่อแขวนคอตาย 
แต่ก็ตายไม่สำเร็จเพราะคนในบ้านมาเจอเข้า และแล้วก็ตามมาด้วยข่าวดีจากบริษัท 
ขอโทษในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ให้ลูกชายไปรายงานตัวเข้าเป็นพนักงานใหม่ได้
ทุกคนดีอกดีใจกันยกใหญ่ พ่อแม่ชายหนุ่มรีบบึ่งไปที่บริษัท ขอเข้าพบประธานบริษัท 
เมื่อได้เข้าพบ ทั้งคู่ก็ได้คุกเค่าลง 
พูดพร้อทั้งน้ำตาที่บริษัทได้กรุณาช่วยฉุดกระชากชีวิตลูกชายกลับมา 
ครอบครัวเราจะไม่มีวันลืมพระคุณอันใหญ่หลวงครั้งนี้ จะกำชับลูกชายตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

************

และแล้วเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
เมื่อชายหนุ่มกลับถึงคอนโดด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจกระโดดคอนโดฆ่าตัวตาย 
ขณะที่กำลังปีนระเบียงเตรียมตัวกระโดด ก็มีคนจากบนถนนเห็นเข้า 
รีบตะโกนโวยวายเรียกคนมาช่วย ชายหนุ่มตกใจ แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ 
เดือดร้อนถึงตำรวจ เจ้าหน้าที่มูลนิธิต่างๆต้องมาช่วยกันห้ามปราม 
สุดท้ายรถดับเพลิงก็ต้องมาเตรียมตัวช่วยเหลือ 
พ่อแม่ก็ต้องร้องห่มร้องไห้พูดผ่านโทรโข่งขอร้องให้รักษาชีวิตไว้ 
เรื่องเริ่มลุกลามใหญ่โตและยืดเยื้อ สื่อต่างๆแห่มาทำข่าว ทีวีบางช่องถึงกับมาถ่ายทอดสด 
แน่นอน สื่อโซเชียลไม่มีพลาดเหมือนกัน มือดีหลายคนก็ไลฟ์สดผ่านเฟสหรือช่องทางอื่นๆ 
คนค่อนประเทศนั่งลุ้นว่าชายหนุ่มจะฆ่าตัวตายสำเร็จหรือเปล่า
และแล้ว ข่าวดีจากบริษัทก็ตามมา ด้วยเหตุผลจากการประเมินผลผิดพลาด 
เมื่อได้รับข่าวดี ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเลิกฆ่าตัวตาย

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ชายหนุ่มกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน 
หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับตีข่าวเรื่องนี้ขึ้นหน้าหนึ่ง 
เพราะรู้ว่าเป็นข่าวที่คนสนใจ ทีวีหลายๆช่องเชิญไปออกรายการ 
สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกตอนกำลังคิดจะปลิดชีวิตตนเอง 
และช่วยแนะนำและให้กำลังใจกับผู้คนที่ผิดหวัง 
ชายหนุ่มกลายตัวจากคนอ่อนแอมานั่งสั่งสอนคนอื่น 
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าไม่ขี้เหร่นักกลายเป็นเนทไอดอลโดยไม่รู้ตัว 
มีคนติดตามเป็นแสน ชายหนุ่มถูกจ้างไปถ่ายหนังโฆษณาเครื่องดื่มวัยรุ่น 
ที่ดื่มแล้วสดชื่นแจ่มใส สุดท้ายยังมีผู้กำกับที่คนคุ้นเคย 
มาชวนไปเล่นหนังตลกเอาใจตลาดที่ตนเป็นผู้กำกับ 
ชายหนุ่มแทบหาเวลาพักผ่อนไม่ได้หลังจากเหตุการณ์วันนั้น
ในที่สุดบริษัทก็มาตามตัวให้ไปรายงานตัวเริ่มทำงาน 
แต่ชายหนุ่มกำลังตัดสินใจว่าจะไม่ยึดอาชีพพนักงานเงินเดือนแล้ว 
จะขอหากินกับความดังของตัวเองน่าจะง่ายกว่า


"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง
11/6/17

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.facebook.com/Flintlibrary

อำนาจสมมุติ !

พุทธกาล

สมัยหนึ่ง,
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรู เสด็จด้วยขบวนช้าง 500 เชือก 
เพื่อเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
ณ  สวนอัมพวัน ของ หมอชีวก  โกมารภัจจ์ ... ความตอนหนึ่งบันทึกว่า...


“ ....พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และ
ทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชัน
แล้วจึงตรัสกับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ ชีวกผู้สหาย
ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตั้ง ๑๒๕๐ รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย ...”
(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)

กล่าวว่า...
พระเจ้าอชาตศัตรู  หลังจากปลงพระชนม์พระราชบิดา
เพราะหลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัตแล้ว 
พระองค์ก็ไม่สามารถบรรทมหลับสนิทได้เลย
และจากเหตุการณ์ดังกล่าว 
ยังส่งผลให้เกิดความแตกสามัคคีในเหล่าอำมาตย์ภายใน
และ สร้างศัตรูจากภายนอกอาณาจักรอีกด้วย

ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเป็นถึงพระราชามี “อำนาจ” มาก
แต่เพราะ ความผิด ที่ทรงกระทำไว้ ...
จึงทำให้พระราชาผู้มีอำนาจมาก ... หวาดหวั่นสะทกสะท้าน
เมื่อย่างใกล้เข้าสู่ ... พุทธอาณาจักร ที่ไม่ได้มีพลทหาร ไม่มีศาตราวุธใดๆ
มีแต่เพียง ... เหล่าพระภิกษุผู้ซึ่งกำลังเจริญสติอยู่ในความนิ่งสงบ เท่านั้น!


พระเจ้าอชาตศัตรู ยังดี!ที่พระองค์ทรงสำนึกได้!
ภายหลังได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเข้าใจ เกิดศรัทธา
ต่อมาได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นองค์อุปถัมภ์สังคายนาครั้งที่หนึ่ง
ซึ่งรักษาคำสอนอันทรงคุณค่าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายาวนานถึงวันนี้
เกิดคุณูปการใหญ่หลวง!  

แม้จะเคยพลาดพลั้งเพราะหลงเชื่อคนพาล
แต่ภายหลัง  ทรงสำนึกได้,  
ก็ทรงทำคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษยชาติ

ยุคสมัยปัจจุบัน,
น่าสงสารนะครับ, ที่หลายคนทำลายบ้านเมืองรังแกประชาชนยังไม่พอ!
ยังใช้อำนาจที่ตนมีมุ่งหมายมาเบียดเบียนพระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดา!
เพิ่มวิบากกรรมหนักให้แก่ตนเองซ้ำอีกซะงั้น
นอนหลับสนิทกันดีอยู่หรือครับท่านผู้มากด้วยอำนาจสมมุติทั้งหลาย ? 




ชาวศิวิไลซ์
22  มิถุนายน พ.ศ. 2560




วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คนพาลเพียงคนเดียว! ที่ก่อความเสียหายให้กับบ้านเมือง!



พุทธกาล,

สมัยหนึ่ง ณ แควันมคธ  พระเทวทัต หมั่นเข้าเฝ้า อชาตศัตรูราชกุมาร  
พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร  ... และถวายคำแนะนำยุยงเนืองๆว่า 
สมัยก่อนคนเราอายุยืน  แต่สมัยนี้คนอายุสั้น 
ด้วยเหตุนี้อชาตศัตรูราชกุมารอาจจะสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่ได้ขึ้นครองราชย์ก็ได้   
ดังนั้นพระองค์จึงน่าจะปลงพระชนม์พระราชบิดา แล้วยึดครองราชสมบัติเสีย  
ส่วนตนเองก็จะปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วปกครองสงฆ์แทนเสียเอง

อชาตศัตรูราชกุมาร เชื่อคำยุยงของพระเทวทัต
แต่ด้วยยังเกรงกลัวต่อพระราชอำนาจของพระบิดา
จึงหวาดหวั่นไม่กล้าลงมือ  กระทั้งส่อพิรุธ ถูกจับได้, 
จึงสารภาพว่าต้องการปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร

อำมาตย์พวกที่ 1 
ออกความเห็นว่า ควรปลงพระชนม์อชาตศัตรูราชกุมาร
และฆ่าพระเทวทัตกับลูกศิษย์ทั้งหมดเสีย

อำมาตย์พวกที่ 2 
เห็นว่าไม่ควรฆ่าพวกพระผู้ไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด 
ควรฆ่าเฉพาะพระเทวทัตและปลงพระชนม์อชาตศัตรูราชกุมารก็พอ

อำมาตย์พวกที่ 3 
ควรกราบทูลเรื่องทั้งหมดนี้ให้พระเจ้าพิมพิสาร 
ทรงทราบและขอให้อยู่ในพระราชวินิจฉัยของพระองค์เอง

ความเห็นของอำมาตย์พวกที่ 3 ชนะ

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง แทนที่จะทรงพิโรธ 
กลับทรงสละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสด้วยความเต็มพระทัยยิ่ง 
แล้วทรงมีรับสั่งให้ถอดยศมหาอำมาตย์พวกแรก
ทรงให้ลดตำแหน่งมหาอำมาตย์พวกที่สอง
และทรงเลื่อนตำแหน่ง พร้อมทั้งปูนบำเหน็จรางวัลให้มหาอำมาตย์พวกที่สามตามลำดับ
อชาตศัตรูราชกุมารจึงขึ้นครองราชสมบัติ  เป็นพระเจ้าอชาตศัตรู

การปฏิบัติต่อเหล่าอำมาตย์ดังกล่าว ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีกันขึ้นภายในและสำหรับ 
พระเจ้าอชาตศัตรู  เรื่องก็ไม่ได้ยุติ! เมื่อพระเทวทัตยังคงยุยงให้ระแวงพระราชบิดาต่อ  
กระทั้งในที่สุดนำไปสู่การปลงพระชมน์พระราชบิดา ด้วยการขังพระบิดา  
รมควัน และกรีดฝ่าพระบาททาด้วยน้ำผสมเกลือ แล้วย่างด้วยถ่านไฟจากไม้ตะเคียน 
พระเจ้าพิมพิสารทรงได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า  ไม่นานก็สวรรคต!

( กล่าวกันว่าด้วยบุพพกรรม  ในภพชาติหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารทรงลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัย ด้วยการทรงฉลองพระบาทเข้าไปยังลานพระเจดีย์ 
และเอาพระบาทที่เปรอะเปื้อนเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่งฟังธรรม บาปกรรมในครั้งนั้นรวมกับผลกรรมที่ทรงเคยก่อเวรปาณาติบาตจากการศึกสงครามในอดีตได้ตามมาสนองพระองค์ในที่สุด )

ในวันที่พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ 
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงบังเกิดความรักพระโอรสอย่างลึกซึ้ง ทั้งทรงตระหนักในพระทัยว่า 
พระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีความรักต่อพระองค์ไม่แตกต่างกับที่พระองค์ทรงมีต่อพระโอรส

พระเจ้าอชาศัตรูทรงสำนึก  จึงมีรับสั่งให้ปล่อยพระราชบิดา 
แต่อำมาตย์ได้ถวายรายงานว่า พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต เสียแล้ว!
พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงทุกข์โทมนัสอย่างสุดซึ้ง ทรงกันแสงคร่ำครวญ 
น้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์ขณะเสด็จไปเฝ้าพระราชมารดา

หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตแล้ว พระนางเวเทหิ พระมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรู 
ผู้เป็นขนิษฐภคินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงรู้สึกอดสูเกินกว่าจะอยู่ร่วมกับพระราชโอรสอกตัญญู 
จึงเสด็จกลับไปประทับอย่างถาวร ณ กรุงสาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล 
ต่อมาไม่นานก็สวรรคตด้วยความตรอมพระทัย 

      เมื่อพระญาติและสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ทราบเรื่องความโหดร้ายทารุณและอกตัญญู
ของพระเจ้าอชาตศรัตรู  ต่างก็พากันเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง
พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับทรงกรีฑาทัพบุกยึดหมู่บ้านกาลิกคามของแคว้นมคธ
ส่วนพระจัณฑปัชโชติแห่วแคว้นอวันตี ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจด้านตะวันตก 
ก็ทรงเตรียมทัพบุกมคธเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าอำมาตย์ราชบริพารยังแตกความสามัคคีกันอีกด้วย

         พระเจ้าอชาตศรัตรู  จึงต้องผจญศึกทั้งจากภายในและภายนอกราชอาณาจักร

      นับแต่วันที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา  พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงหลับพระเนตรลงด้วยความหวาดระแวงภัยทุกครั้ง พระองค์ไม่อาจบรรทมหลับได้เลยไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน 
ได้แต่ประทับนั่งเพื่อบรรเทาความง่วงเท่านั้น!

-----------------------------------------------------  


เป็นอุทาหรณ์... เพื่อเข้าใจและมองสถานการณ์
ว่าบ้านเมืองเราทุกวันนี้   เหตุแห่งความเดือนร้อนและปัญหาวุ่นวายทั้งหลาย  
ล้วนเกิดจากคนพาลไม่กี่คน
ที่คอยยุยงผู้คนในสังคมให้เกิดความระแวงแตกแยก
ขาดความสามัคคี  แล้วก็ทำร้ายอีกฝ่ายเพียงเพราะความเข้าใจผิด
ไม่ว่าจะมาในรูปแบบ “คน” “สื่อ” “หน่วยงาน” ...ฯลฯ  
ที่สร้างเรื่อง หาเหตุ ยุยงสังคมอยู่ตลอดเวลาไม่เว้น
แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้น... ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม 
ก็เป็นอย่างที่เราท่านเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเอง




ชาวศิวิไลซ์
21  มิถุนายน  พ.ศ.2560