กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วิบากกรรมเรื่อง ธรรมกาย เมื่อเช้านี้






เมื่อเช้าผมโดนเรียกไปให้อธิบายสิ่งที่ตัวเองโพสท์
แล้วโดนแคปไปฟ้องว่าต่อต้านนโยบายรัฐ
ผมดูกระดาษ4-5แผ่นนั้นที่คนแคปปริ้นท์ไว้
แล้วรายงานฟ้องผู้ใหญ่สายตรงของผม
กวาดตาดูเอกสารนั้นปุ๊บแล้วนึกออกทันทีว่าโพสท์ไหน วันไหน
แต่ที่สะดุดตาคือ ที่ด้านล่างกระดาษ ก็เห็นว่าผ่านการรับทราบ
และเห็นควรนำเรียนมาถึง6ด่าน ..แอบเจ็บนิดๆ เพราะมีเพื่อนเราอยู่ในนั้นด้วย..

หัวหน้าใหญ่ผมท่านเป็นคนใจดีครับ ท่านไม่ใช่คนแบบพี่ฉุนที่หูเบา
ฟังความข้างเดียวแล้วเหนี่ยวใส่
ท่านให้คนมาเรียกผมพร้อมหัวหน้ามาชี้แจงสิ่งที่ถูกตั้งข้อครหา
..ซึ่งมันร้ายแรงมากครับในความรู้สึกผม และตามระเบียบ นั่นคือ..
... ... ...

ผมจะไม่ยืดยาวไปกว่านี้นะครับ
สิ่งที่ผมโพสท์นั้น นอกจากเขียนแล้ว
ผมยังพูดได้อีกด้วย แม้นจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
เพราะทุกอย่างผมเขียนผมโพสท์ด้วยสมองและความเข้าใจ
ไม่ใช่โพสท์หรือเขียนจากอคติหรือด้วยเหตุผลแอบแฝงใดๆ..

หัวหน้าใหญ่ให้ผมตอบคำถามท่าน ท่านถามผมว่า
เอ็งคิดและมอง #ธรรมกาย แบบไหน
และยังไงในทุกๆบริบทที่เกี่ยวกับประเทศในภาพรวม  ??

ผมหลับตา นึกถึงภาพวัดพระธรรมกาย
แล้วก็ตอบท่านตามโพสท์นึงที่ผมเคยเขียนไว้
และมีคนก๊อปไปเผยแพร่เยอะแยะ ทั้ง นสพ.ทั้งทีวี ..ดังนี้

 - การเรียน การสอน การประกาศศาสนา
การถ่ายทอดสืบทอดศาสนาของธรรมกาย เป็น #วิธีประยุกต์
ตามสภาพสังคมในยุค พุทธศัตวรรทที่ 26

- สิ่งที่ผู้คนที่ไม่ชอบธรรมกาย ด่าว่าธรรมกาย ชอบเอามาอ้าง เอามาเปรียบ
เอามาเป็นตัวตั้งในการด่าทอธรรมกายสารพัดเรื่องที่เกี่ยวกับ ...
วิธี กฏ จารีต วัตร ในทางศาสนาพุทธ
คือ #สภาพของพุทธศาสนาในยุค พุทธศัตวรรทที่ 1

- พระพุทธองค์ประกาศศาสนา ด้วยการ Speech ในยุคนั้น
ส่วนธรรมกาย สืบทอดการประกาศศาสนานั้น ด้วยการใช้ Media

พระพุทธองค์ในยุคนั้นสั่งสอนผู้คนโปรดสัตว์และสาวกด้วย #พระสูตร (Formula)เป็นหลัก
ส่วนธรรมกายในยุคนี้ สั่งสอนผู้คนโปรดสัตว์และผู้ศรัทธาด้วย #การแปลพระสูตร
และประยุคให้เข้ายุคสมัย (Formula Translate) เป็นหลัก ..
ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่การบิดเบือน และไม่ใช่ลัทธิใหม่ !!!

ผมมองธรรมกาย แบบที่พุทธองค์สอนชาวพุทธ
นั่นคือ #มัชฌิมาปฏิปทา ครับ
หวังว่าชาวพุทธผู้เจริญทั้งหลาย 
ที่ประกาศตนว่าเป็นพุทธ มุ่งปกป้องพระศาสนา
คงจะเข้าใจโดยที่ไม่ต้องไปเปิดGoogleแปลนะครับว่า
#มัชฌิมาปฏิปทา คืออะไร ??

ด้วยความเคารพครับท่าน ท่าน(หมายถึงหัวหน้าใหญ่)เข้าใจคำว่า..
#มัชฌิมาปฏิปทา มั้ยครับ ?? ..ท่านก็พยักหน้า แล้วก็บอกว่า เข้าใจสิ..!!
ก็ทางสายกลางไง๊ ..

แล้วท่านก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก..ส่วนหัวหน้าผมเหงื่อแตกซิกๆ ทั้งๆที่แอร์เย็นเฉียบ
..สุดท่ายท่านก็โยน4-5แผ่นนั้นลงตระกร้าไป
แล้วก็สอนและเตือนผม ให้ระมัดระวัง รักษาตัวให้ดี
คลื่นลมแรงต้องหัดหลบบ้าง เพราะวันนี้เรายังเด็กอยู่ ..

พอเราสองคนกำลังกลับ จะพ้นประตูห้องอยู่แล้ว ท่านก็ตะโกนบอกอีกว่า ..เฮ้ยๆๆ!!
ถ้าจะเอาเรื่องนี้ไปโพสท์..ก็เอาดีๆนะ อย่าไปพาดพิงใคร เด๋วมันมาฟ้องเอ็งอีกนะโว้ย ..!!
แล้วท่านก็ยิ้มใหญ่ ..

ท่านรู้นิสัยผมกับหัวหน้าดีดีครับ ..ถึงให้เรามาอยู่คู่กัน ทำงานให้ท่านโดยตรง..😏



Cr.จเด็จ สิบเอ็ดทิศ


วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วัดพระธรรมกาย ผิดเพราะ ดีเกินไป ?!






ดีได้! แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย! สำหรับ วัดพระธรรมกาย ณ จุดนี้!
“ผิด” เพราะ “ดีเกินไป” ?!

อะไรดี ? ... พอสังเขป...

1. เผยแผ่ธรรมะ ได้กว้าง และไกล ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ

2. ประชาชนที่มาวัด เกิดความเข้าใจและสามารถนำธรรมะ ไปใช้ในชีวิต
และเกิดผลดี คือ สามารถแก้ไขปัญหา แก้ทุกข์ ในชีวิต ในจิตใจได้
ธุรกิจการงานเจริญก้าวหน้า
  ครอบครัวรู้รักสามัคคี

3.  จากข้อ 2 แปลว่า...พระภิกษุสงฆ์ สามารถอธิบายธรรมะ
ให้ประชาชนเข้าใจได้ถูกต้อง
ตามหลักการ เหตุผล และวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างถูกต้อง 
เมื่อประชาชนนำไปปฏิบัติจึงเกิดผลดีให้ประจักษ์

4. เมื่อ ธรรมะ แก้ปัญหาได้จริง ผู้คนหวังดีต่อกันก็ชวนกันมาวัด...
ประชาชนผู้มีปัญญาก็หันมาเข้าวัด มาฟังธรรมะ
มาศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้  เพื่อเอาไปพัฒนาชีวิตจิตใจ

5. ซึ่งวัดพระธรรมกาย ก็สอน 3 ประการ และให้ความสำคัญเสมอกัน
เพราะแต่ละอย่างให้ผลเกื้อกูลกันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้
1.ทาน  2. ศีล 3. การเจริญภาวนา
โดยแสดงหลักการ เหตุ+ผล เบื้องต้น  ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย
ให้ประชาชนเข้าใจ

6. เสริมข้อ 1) … การแนะนำสอนธรรมะ เพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจ
ของประชาชนมีทุกระดับ ตั้งแต่ เด็กอนุบาล ถึง มหาวิทยาลัย 
หน่วยงาน และ ประชาชนทั่วไป...ซึ่งเกิดผลดีตามข้อ 2
)

ประชาชนคนไทย เป็นคนเก่ง ไม่แพ้ชาติไหน
เมื่อได้รับการแนะนำอบรม โดย ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ก็ได้ คุณสมบัติสำคัญ คือ “ดี” ... เมื่อเป็นอย่างนี้
ใครๆ ก็ชวนกันมาศึกษา  
Know How... 
เก่ง ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ

วัดพระธรรมกาย จึงเสมือนเป็น...
“มหาวิทยาลัยสอนศีลธรรม”  หรือเป็นดั่ง ...
“มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่สอนความจริงของชีวิต  ซึ่งช่วยให้ประชาชาน
ที่มาศึกษา  เข้าใจโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง
เมื่อเข้าใจความจริงแล้ว  ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่า อย่างมีคุณค่า
คือ มีทั้งความดี ความสุข ความสำเร็จ
ทั้งในส่วนตัว  และส่วนรวม

ถ้าประชาชนลูกหลานในบ้านเมืองนี้  ได้รับการปลูกฝั่งศีลธรรม
ได้รับการศึกษา และฝึกฝนคุณสมบัติดีๆ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า
บ้านเมืองของเราจะเต็มไปด้วย ประชาชน ที่ทั้ง “เก่ง” และ “ดี”
ที่จะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองของเรา, น่าจะ...น่าอยู่ไม่น้อย ไหมครับ?

แต่ก็น่าเสียดาย
ที่สิ่งดีๆ นอกจากจะอยู่ลำบากแล้ว
ยังถูกผลักไสไล่ล่า, ซะอีก

คุณประโยชน์ที่บ้านเมืองและประชาชนพึ่งได้รับ
!
เลยเหมือนถูกกำแพงแห่งอคติขวางกั้นซะสิ้น!

ถ้า “ความดี” ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งได้รับการยอมรับ
แล้วจะยอมรับนับถืออะไรหรือครับ?



ชาวศิวิไลซ์
19  พฤษภาคม 2560



วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

แม้ต้องอาญาแผ่นดิน คดีก็เป็นอันสิ้นสุด!


ชื่อว่า พระภิกษุสงฆ์ นั้น สำคัญว่า...
คือ ผู้ตั้งใจจะฝึกตนเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง  ประการหนึ่ง
คือ ผู้ทรงพระธรรม และสั่งสอนธรรมเพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ประการหนึ่ง


ด้วยเหตุอันสำคัญยิ่ง 2 ประการ นั้น
ฐานะแห่งความเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย
จึงได้รับความเคารพบูชา  จากทั้งมนุษย์เทวามหากษัตรย์
ที่บัณฑิตนักปราชญ์ และมหาชนในยุคสมัยก่อน
ล้วนปฏิบัติต่อ  “สมณเพศ” อย่างเป็นธรรม และด้วยความเคารพสูงสุด

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว
แม้ผู้ต้องอาญาแผ่นดิน  เมื่อคิดได้ ตัดสินใจออกบวช
พระราชายังต้องถวายความเคารพกราบไหว้และไทยธรรม
อันสมควรแก่สมณะบริโภค

ดังเรื่องราวของ  โจรองคุลิมาล
ซึ่งผมขอยกเนื้อเรื่องบางส่วน
จาก พระไตรปิฎก,
มาให้ศึกษาด้วยกันนะครับ,
อนึ่ง,เพราะอยากให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสงดงามของสำนวนภาษา
เปลี่ยนบรรยากาศจากภาษา
Social Time line กันบ้างนะครับ



เรื่องว่า ... 


ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากพระนครสาวัตถี
ด้วยกระบวนม้าประมาณ
๕๐๐ เสด็จเข้าไปทางพระอารามแต่ยังวันทีเดียว
เสด็จไปด้วยพระยานจนสุดภูมิประเทศที่ยานจะไปได้
เสด็จลงจากพระยานแล้ว ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค
ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๕๒๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง 
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วว่า ดูกรมหาบพิตร 
พระเจ้าแผ่นดินมคธจอมเสนา ทรงพระนามว่า พิมพิสาร 
ทรงทำให้พระองค์ทรงขัดเคืองหรือหนอ หรือเจ้าลิจฉวี เมืองเวสาลี
หรือว่าพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น
?

พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ
จอมเสนาทรงพระนามว่า พิมพิสาร มิได้ทรงทำหม่อมฉันให้ขัดเคือง
แม้เจ้าลิจฉวีเมืองเวสาลีก็มิได้ทรงทำให้หม่อมฉันขัดเคือง
แม้พระราชาที่เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น ก็มิได้ทำให้หม่อมฉัน
ขัดเคือง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ในแว่นแคว้นของหม่อมฉัน มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด
ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาล
โจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง
กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง
เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้
หม่อมฉันจักกำจัดมันเสีย.

ภ. ดูกรมหาราช ถ้ามหาบพิตรพึงทอดพระเนตรองคุลิมาลผู้ปลงผมและหนวด
นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการพูดเท็จ ฉันภัตตาหารหนเดียว
ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจะพึงทรงกระทำอย่างไรกะเขา
?

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงไหว้ พึงลุกรับ พึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะ
พึงบำรุงเขาด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
หรือพึงจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
แต่องคุลิมาลโจรนั้น เป็นคนทุศีลมีบาปธรรม
จักมีความสำรวมด้วยศีลเห็นปานนี้ แต่ที่ไหน
?
... ทรงเห็นพระองคุลิมาลแล้วตกพระทัย

[๕๒๘] ก็สมัยนั้น ท่านพระองคุลิมาล นั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้ตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
ดูกรมหาราช นั่นองคุลิมาล.

ลำดับนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงมีความกลัว ทรงหวาดหวั่น พระโลมชาติชูชันแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น
มีพระโลมชาติชูชันแล้วจึงได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
อย่าทรงกลัวเลย มหาราช อย่าทรงกลัวเลย มหาราช
ภัยแต่องคุลิมาลนี้ไม่มีแก่มหาบพิตร.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัว 
ความหวาดหวั่น หรือโลมชาติชูชันได้แล้ว
จึงเสด็จเข้าไปหาท่านองคุลิมาลถึงที่อยู่ 

ครั้นแล้วได้ตรัสกะท่านองคุลิมาลว่า ท่านผู้เจริญ พระองคุลิมาลผู้เป็นเจ้าของเรา.
ท่านพระองคุลิมาลถวายพระพรว่า อย่างนั้น มหาราช.

ป. บิดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร มารดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร?
อ. ดูกรมหาบพิตร บิดาชื่อ คัคคะ มารดาชื่อ มันตานี.
ป. ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร จงอภิรมย์เถิด ข้าพเจ้าจักทำ
ความขวนขวาย เพื่อจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
แก่พระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร.

ก็สมัยนั้น ท่านองคุลิมาล ถือการอยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือผ้าสามผืนเป็นวัตร.
ครั้งนั้น ท่านองคุลิมาลได้ถวายพระพรพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า อย่าเลย มหาราช
ไตรจีวรของอาตมภาพบริบูรณ์แล้ว.

[๕๒๙] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วจึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา
ที่พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้ซึ่งบุคคลที่ใครๆทรมานไม่ได้
ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้สงบไม่ได้ ให้สงบได้
ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้ดับไม่ได้ให้ดับได้
เพราะว่าหม่อมฉันไม่สามารถจะทรมานผู้ใดได้ แม้ด้วยอาชญา แม้ด้วยศาตรา

ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้โดยไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศาตรา
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้
หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วเสด็จหลีกไป.

--------------------------

ถ้าจะให้ผมสรุปแบบภาษาชาวบ้าน ก็ได้ความว่า...
บุรุษที่ออกบวช คือ ผู้ที่กำลังจะเดินไปสู่พระนิพพาน
ไม่ว่าจะถึงชาตินี้ หรือชาติไหน แต่จุดหมายคือ พระนิพพาน
!
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวา มหากษัตริย์ ... ฯลฯ
สมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้การสนับสนุน
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาและย่อมได้กุศลใหญ่
ที่จะเกื้อกูลตนให้เจริญตาม และพ้นทุกข์ไปด้วยในที่สุด

แม้หลังสมัยพุทธกาล
โบราณทั้งหลาย ท่านก็ให้ความเคารพอย่างสูงสุดต่อ
“สมณเพศ”
ซึ่งเราจะได้ยินเรื่องราวไม่น้อย
ที่ว่า แม้ต้องคดีอาญา เมื่อออกบวชแล้ว เป็นอันสิ้นสุดคดี
!
ไม่มีการไล่ล่า หรือบังคับให้ลาสึกจาก “สมณเพศ” อย่างเด็ดขาด

เห็นความเคารพ เห็นดวงปัญญา เห็นจิตใจอันสูงส่ง
ของคนโบราณชัดไหมครับ
ว่าลึกซึ้ง ยาวไกลแค่ไหน ?

อย่างนี้แล้ว, ยุคสมัยปัจจุบัน
เราละทิ้ง “จิตใจ” และ “คุณค่าของชีวิต”
จนน่าสลด มากไปไหมครับ ?




ผู้มีความเคารพย่อมมากด้วยปัญญา
19 เมษายน 2560
ชาวศิวิไลซ์


------------------


ขอบคุณข้อมูล : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์




วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดอกไม้งาม "ธรรมกาย" กำลังเบ่งบานที่ต่างแดน



At the same time, a large number of people in Thailand.
see วัดพระธรรมกาย like the bad guy.
the serious crimes.

But in the country with the new year.
in the top priorities of the world, such as the United States.
Russia, the UK, Germany and Japan.
both the enterprise, and universities.
need from วัดพระธรรมกาย

to teach on a number of
to measure teachers, who sends her to work.
Because demand is more than supply.

# If the วัดพระธรรมกาย
like a flower. beauty, while the people.
around the world happy to see the flowers.
beautiful flowers, and to the plant to plant

Cr.Thammawat Kusara




วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

วัดพระธรรมกาย ในสายตาของชาวต่างชาติ !



ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินผู้ก่อตั้งวัดฝอกวงซาน 
ได้ทำนายไว้ตั้งแต่ครั้งมาเยือนไทยเมื่อราว ๒๕ ปีก่อน 
ต่อไปวัดพระธรรมกายจะเป็นองค์กรพุทธศาสนาที่ใหญ่ระดับสากล 

ในขณะที่ศาสนิกฝ่ายเถรวาทและมหายานบางคนมองว่านิกายตนดีกว่าอีกนิกาย 
แต่รองเจ้าอาวาสฝอกวงซานสาขาไทยพระธรรมจารย์หุ้ยหลุน 
ได้กล่าวว่า... วัดพระธรรมกายเป็นพุทธเถรวาท
แต่กลับอุดมไปด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่เหมือนพุทธมหายาน
ทำให้เรารู้สึกเลื่อมใส 

(มหายานเขายืนยันเองว่าวัดพระธรรมกายไม่ใช่มหายาน
เพราะต่างจากมหายานอย่างเด่นชัด  และยืนยันว่าเป็นเถรวาท  แต่หัวใจหนะยิ่งใหญ่)  

พระลามะธรรมาจารย์หวินตัน
ผู้มีความชำนาญทั้ง บาลี จีน สันสกฤต ทิเบต ได้กล่าวว่า...
จากการที่ได้ร่วมงานกับพระวัดพระธรรมกาย...
เห็นถึงความสามารถทางบาลีที่ลึกซึ้งทั้งในพระไตรปิฏกและอรรถกถา   

ศาสตราจารย์หลี่ซื่อหลง  มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้กล่าวในปี ๒๐๑๓ ว่า...
ทางวัดพระธรรมกายเชิญศาสตราจารย์กรอมบริช  จากออกฟอร์ดมาได้อย่างไร 
มหาวิทยาลัยปักกิ่งเชิญไปเขายังไม่ตอบรับ 
แสดงว่าโครงการพระไตรปิฏกของวัดพระธรรมกายเป็นงานวิชาการระดับถึงกึ๋น 

ศาสตราจารย์ครอสบี้ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน 
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพุทธเถราวาทในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ถามกลับคนที่สงสัยเรื่องวินัยของพระวัดพระธรรมกายว่า... 
เธอเคยมาวัดพระธรรมกายเห็นพระท่านมีศีลาจารวัตรงดงาม
เธอคิดว่าหลังจากเธอออกจากวัด แล้วเขาจะปิดประตูเปิดผับหรือ 

ชาวต่างชาติมากมายที่ไม่ใช่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย
และเป็นบุคคลสำคัญในวงการพุทธศาสนา 
ท่านเหล่านั้นเข้ามาสัมผัส  พูดคุยรู้จักกับพระวัดพระธรรมกาย 
และมีความมั่นใจในวัดพระธรรมกายยิ่งกว่าคนไทย

และไม่หวั่นไหวกับข่าวใดๆในประเทศไทย เพราะอะไรหนะเหรอ !? 
เพราะเขาเหล่านั้นได้เจอกับตัว  จึงมีข้อมูลในการพิจารณามากพอ 
สิ่งใดคือ สิ่งที่จริง  สิ่งใดคือ สิ่งที่บิดเบือน 
ยิ่งยุคนี้เพจปลอม เฟสปลอมมากมาย
หากคุณไม่เคยเข้ามาสัมผัสและรู้จักวัดพระธรรมกาย 
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังถูกหลอกอยู่หรือป่าว

อะไร!ทำให้เมื่อ ๒๕ ปีก่อน ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินถึงได้ทำนายล่วงหน้าว่า...
วัดพระธรรมกายจะยิ่งใหญ่   ทั้งๆที่ตอนนั้น  มีแค่โบสถ์ และลานดิน  

ในหนังสือร้อยคำกับการทำงาน   ๒ 往事百語
วัดฝอกวงซานไต้หวันที่มีศูนย์สาขากว่า ๒๐๐ ศูนย์สาขาทั่วโลก
มีช่องทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร มหาวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ เป็นขององค์กรตนเองนั้น 
ผู้ก่อตั้งฝอกวงซานท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินได้กล่าวว่า...
วัดฝอกกวงซานก่อตั้งก่อนวัดพระธรรมกายไม่ถึง ๑๐ ปี 
แต่มั่นใจว่าในอนาคต วัดพระธรรมกายจะพัฒนาได้เร็วกว่า 
ดูจากประสิทธิภาพของการพัฒนาคน
และ ๑ ที่อาตมาเห็นคือ คุณซุ่นตี่(ฟั่นซูจื้อ 范淑智)ที่เป็นชาวไต้หวัน 
ได้ฝึกตนมาเป็นเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย 
ตอบกับอาตมาว่า  ฉันไม่เหนื่อย
ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีมีความสุขที่ได้ทำงานกับวัดพระธรรมกายแบบไม่ได้ค่าตอบแทน 
อาตมาจึงถามต่อว่า  ทำงานแบบไม่มีค่าตอบแทนแล้วดียังไง ?
เธอตอบอาตมาว่า หากทำงานที่มีค่าตอบแทนก็จะต้องมาแข่งกันว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่  วันหยุดกี่วัน ได้สวัสดิการอะไร ผลงานใครดีกว่า
แต่ทำงานการกุศล ทำงานพระศาสนานั้น
เป็นความรับผิดชอบที่มาทำมาจากใจอันบริสุทธิ์ของฉัน 
มันคือหน้าที่ของการเกิดมาในชาตินี้ 
มันมีความสุขกว่าการทำงานที่ได้ผลตอบแทนเยอะ 


ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวิน สนทนากับ คุณซุ่นตี่


อาตมาจึงถึงบางอ้อว่า  ทุกครั้งที่เห็นเธอทำงานจนลืมทานอาหาร  มีความสุขจนลืมยุ่ง 
ที่แท้เธอเข้าไปอยู่ในสภาวะสมาธิแห่งความสุขท่ามกลางการทำงานนี่เอง
ซึ่งน่าจะเหมือนความปีติของชาววัดฝอกวงซานที่ได้จากการทำหน้าที่ในวัด 
และนี่คือคำตอบเช่นกันว่าวัดพระธรรมกายและวัดฝอกวงซาน 
ทำไมถึงเจริญก้าวหน้า เพราะพวกเขาทำงานด้วยใจแบบไม่ได้หวังผลตอบแทนนี่เอง 
ถึงได้ทุ่มชีวิตทำงานแบบไม่บ่นไม่เหนื่อยอุทิศให้กับพระศาสนา 
พระศาสนาจึงได้เผยแผ่กว้างไกลไปขนาดนี้

นี่คือ ๑ ในเหตุผลที่ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินได้นำมาทำนายความเจริญก้าวหน้า
ของวัดพระธรรมกายในอนาคต
เพราะหัวใจกัลยาณมิตร  หัวใจจิตอาสาของชาววัดพระธรรมกายนั้น 
ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจากหัวใจพระโพธิสัตว์ของชาววัดฝอกวงซานเลย




往事百語2 沒有待遇的工作
文/佛光山開山星雲大師
本文作於一九九八年(民國八十七年)八月
在泰國法身寺負責國際弘法部門的范淑智小姐,今年(一九九八年)五月代表法身寺陪同世界佛教青年會的會長帕拉普先生將佛牙恭送到台灣的時候,曾經來山住了幾天。有一天,她說:「我在法身寺十年了,非常歡喜、安住,因為我在法身寺不是從事職業,而是一件沒有待遇的工作。」我雖然明白這句話的意思,但還是繼續問她:「沒有待遇的工作有什麼好處?」她說:「如果我有待遇,就是一種職業,我會計較待遇多少、休假日期、工作成果,反而失去了歡喜。現在因為沒有待遇,我覺得是法身寺的法務,是我良心的責任,是我人生的使命感,因此我覺得沒有待遇的工作比職業性的工作要快樂的多。」善哉斯言!難怪多少年來我看到范小姐在法身寺忙而忘食,樂而忘憂,原來她已經深入快樂工作的三昧了,這大概就如同佛光山大眾從信仰裡,從服務中所激發的法喜禪悅吧!
功德法喜 投入弘法奉獻


不少各界人士想要了解佛光山入門的長老職事,為什麼能數十年發長遠心,為佛門奉獻,無怨無悔?仔細想來,不正是因為他們不計「待遇」,只求佛法能發揚光大嗎?

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

เป็นเพราะ...บทลงโทษ หรือ ข้อปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม!ต่อสมณเพศ



ครั้งที่แล้ว( http://bethehistory.blogspot.com/2017/03/blog-post_53.html ) 
เพื่อนผมพูดถึง โทษและบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์
ในกรณีที่กระทำความผิดว่า ...
ในทางพระธรรมวินัย และ ในเชิงกฎหมายทางโลก นั้น
หลักการเหตุผลของการพิจารณา การปรับโทษ การลงโทษ ไม่เหมือนกัน
และเราจะเห็นว่า ...  พระธรรมวินัย นั้นมีความละเอียดอ่อนมากๆ
และ ไม่ว่าจะเป็น... เถรวาท มหายาน หรือ ทิเบต
ในที่สุด,ต่างก็ยึดเอาพระธรรมวินัย เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการปกครองหมู่สงฆ์
ดังพุทธโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ...

“เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ไม่ควรคิดว่าพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว
พระศาสดาของเราไม่มี ด้วยแท้ที่จริง ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดง
และบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาแทนตถาคต”
(ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๘)

ดังนี้, ถือปฏิบัติเป็นสากลในความเป็น พุทธอาณาจักร ทั่วโลก
---------- 

ครานี้,
เรามาดูความว้าวุ่นที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ ในบ้านเมืองของเรากันครับ
ข้อใหญ่ใจความสำคัญ
! ที่เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่...
เป็นเพราะ
!...
วิธีการปฏิบัติในเชิงกฎหมายทางโลกต่อพระภิกษุสงฆ์
!
ที่ผมรู้สึกอย่างชัดเจนว่า... มันไม่เป็นธรรมกับความเป็น “พระภิกษุสงฆ์” ของท่าน!
ขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ...

กฎหมายบ้านเราว่า ... 


พรบ.สงฆ์ มาตรา 29 
"พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา 
เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว
และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม 
หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม 
หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง 
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้"

จากสาระ พรบ.ข้างต้น เราจะเห็นชัดว่า...
เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสอบสวน
ในระดับชี้เป็นชี้ตายต่อพระภิกษุรูปนั้นๆได้ ตั้งแต่ก้าวแรกของกระบวนการ!
ทั้งที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ผิด/ถูก เลยด้วยซ้ำ!

ประการนี้, ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติทางโลก กับ พระธรรมวินัย นั้น แตกต่างกันอย่างลิบลับ
เพราะ ความผิดบางประการ
พระธรรมวินัย ไม่ได้ปรับโทษถึงประหาร คือ ให้พ้นจากความเป็นพระ

แต่กฎหมายทางโลก กลับให้อำนาจกับฆาราวาส ที่มีศีลต่ำกว่าพระภิกษุสงฆ์
ซ้ำร้ายยังไม่มีความเข้าใจในความละเอียดอ่อนในทางธรรมวินัย อีก!
ให้สามารถตัดสินความเป็นความตายในความเป็นสมณเพศของท่านได้!
โดยการบังคับให้พระลาสิกขาได้ !!! 


ด้วยเหตุนี้, เราจะเห็นว่า...
สิ่งที่ทางโลกกล่าวหาพระภิกษุ ในบางประการ
ทางพระท่านจะสำรวมอยู่ในความสงบ,
( เพราะอธิบายแค่ไหน พวกที่ถูกอกุศลสิง ก็ผรุสวาจาจาบจ้วง ไม่ฟังเหตุฟังผล )
ทั้งนี้, เพราะท่านรู้พระธรรมวินัยดี ซึ่งนั้นคือ ...
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหมด

( อย่างนี้แล้ว, พอมองออกหรือยังครับว่า...ทำไมบางกรณี
พระภิกษุสงฆ์ท่านจึงไม่นำพาต่อกฎหมายทางโลก! ...
ผมก็อยากบอกแบบบ้านๆว่า  มันคนละชั้นกัน!
ชื่อก็บอกความต่างชัดว่า โลก กับ ธรรม ! บางประเด็นมันไปกันคนละทางจริงๆ!   ) 


ต่อครับ,
สืบเนื่องจาก พรบ.ที่ยกมาครับ... ก็มีเงื่อนไขต่อมาว่า ...

พระภิกษุจะถูกจับเข้าห้องขังไม่ได้
!
เมื่อไม่สามารถคุมขัง “พระ”  ได้ ! ก็เกิดเงื่อนว่า...
เมื่อ “พระภิกษุ” เกิดกรณีท่านต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย
เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด,
ถ้าท่านต้องไปรายงานตัว
ถ้าไม่ได้รับการให้ประกัน
ถ้าเกิดการคุมขัง
! เพื่อคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายทางโลก,
เมื่อกฎหมายว่า จะต้องไม่ขังพระ,
ฆราวาสที่เขียนกฎหมายก็จัดการแก้ปัญหาอย่างไร้ความรับผิดชอบ 

(หรือมีวาระซ้อนเร้น? ก็น่าคิด?)
คือ ...
พระต้องลาสิกขา
!
สึกจากความเป็นพระ!

(  
ขอแถมอีกว่า, ข้อที่เลวร้ายพอๆ กับ การต้องสึกก่อนคุมขัง
คือการที่...กฎหมายไทย เป็น ระบบกล่าวหา
! ภาษาชาวบ้านก็ว่า...ใส่ร้ายไปก่อน!
เมื่อเป็นแบบนี้
!
ถ้าเกิดคนพาลสักคนต้องการทำลายพระสักรูป !
ก็แค่...หาเรื่องกล่าวหา
! ไปก่อน, เพียงแค่นี้ กระบวนการนำตัว “พระภิกษุ” นั้น
ไปสู่การ “สึก” ก็เกิดขึ้นแล้ว ทันทีที่เพียงแค่ไปรับทราบข้อกล่าวหา
!
ไปรายงานตัว! แล้วถ้ากระบวนการนั้นไม่โปร่งใส!
เพียงแค่ ถ้าพระภิกษุ นั้น ไม่ได้รับการให้ประกัน! … ถูกคุมตัวในห้องขัง!
ก็เป็นอันว่าถูกจับสึก
!
ในทางพระธรรมวินัยนั้น ค่ามันคือการประหารชีวิต ! )

ชาวโลกโดยทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย
ไม่มีอุดมการณ์ในการประพฤติพรหมจรรย์ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

ใช้ชีวิตเสพคุ้นข้องเกี่ยวอยู่ในกามคุณ!...
ก็อาจจะรู้สึกเฉย!
สึก ก็ สึก! ไม่เห็นจะเป็นไร? บวชใหม่ ?!

ถ้าเราใช้หัวใจคิด
! …
เราจะไม่มีวันกล่าวในสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตสิทธิศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์
อย่างโหดเหี้ยมอย่างนั้น
!

ลองตั้งคำถามกับตัวเราเอง,แบบโลกย์ๆ
ถ้าเกิดวันหนึ่ง, ความเป็นคุณอันตรธานไป
!
แล้วใครสักคนก็บอกกับคุณอย่างไม่สนต่อจิตใจของคุณว่า...ก็ไปเกิดใหม่สิ!
มันไม่ง่ายนะครับ! … ถ้าคุณใช้เวลาสร้างมันมาทั้งชีวิต!

ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า!
และครั้งแล้วครั้งเล่าที่บ้านเมืองของเราทำผิดพลาดอย่างเลวร้าย!ต่อ พระรัตนตรัย.
กรณีของ พระพิมลธรรม, กรณีของ พระยันตระ ... และอื่นๆ
ที่ในที่สุดแล้ว,
ไม่มีใครรับผิดชอบต่อความผิดพลาดเสียหาย
ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกฎสมมุติทางโลกนี้ได้เลย!

คำถามคือ...
ถ้าเพียงว่า...บ้านเมืองเราจะตระหนักในความสำคัญของชีวิตผู้คน!
ให้สมศักดิ์กับที่เป็นมนุษย์!

โดยเฉพาะ พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ
แต่เรากลับสร้างกติกาบรรทัดฐานที่เป็นผลเสียหายต่ออายุพระศาสนาซะเอง
!
เราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  แบบไหนกันหรือ ณ จุดนี้!

"สมมุติสงฆ์" ท่านเองก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์
เป็นผู้ศึกษาอยู่ ฝึกฝนตนเองอยู่ อยู่ในระหว่างหนทางของการแก้ไขตนเองอยู่
แปลว่า ความพกพร่องยังมี ความไม่สมบูรณ์ยังมี... ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้

หากจะต้องมีการพิจารณาข้อผิดพลาด ด้วยกฎหมายทางโลก
เป็นไปได้ไหมที่บ้านเมืองเรา จะปรับกฎหมาย เพื่อเอื้อเฝื้อต่อ
ความเป็น “สมณเพศ” ผู้ประพฤติธรรมของท่าน

ในกระบวนการที่เรียกว่า “ยุติธรรม”
ควรให้ความเคารพรักษาเกียรติของพระรัตนตรัย เหมือนในครั้งบุพกาลได้ไหม?

เราควรมีข้อปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม ต่อ พระภิกษุสงฆ์
ให้เหมาะสมต่อความเป็น “สมณเพศ” ของท่าน
เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน อย่างดีที่สุด
และที่สำคัญไม่เป็นการทำร้ายต่อ เพศพรหมจรรย์ ของท่าน
โดยปราศจากเหตุผลอันควร
!


ซึ่งนั้นย่อมเป็นการแสดงออกให้เห็นถึง...
ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของความเป็นบ้านเมืองพระพุทธศาสนา ด้วย
ว่า ประชาชนชาวพุทธปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา ด้วยความเคารพสมชื่อเพียงใด
ก็ล้วนแต่จะเป็นผลดีต่อส่วนรวม เป็นความสง่างามของประเทศชาติ,

เราแก้ไขปัญหาให้สร้างสรรค์แบบนี้, ไม่ดีกว่าหรือครับ ?

15  มีนาคม 2560
ชาวศิวิไลซ์