กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : ความจริง ที่ต้องเปิดใจรับฟัง


หลวงพ่อคือผู้สร้างวัดและเลี้ยงวัด

<< หลวงพ่อธัมมชโยเป็นผู้นำปัจจัยที่ญาติโยมถวายท่านตั้งแต่ยังไม่มีวัด มาสร้างวัดพระธรรมกายขึ้น ท่านเป็นผู้เลี้ยงวัด วัดเจริญก้าวหน้ามาได้ถึงปัจจุบันเพราะญาติโยมศรัทธาในตัวท่าน ท่านนำปัจจัยที่ญาติโยมถวายท่านเป็นการส่วนตัวมาสร้างวัด สร้างศาสนสถานมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แม้ปัจจุบันปัจจัยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของวัดพระธรรมกายก็มาจากที่ท่านบริจาคให้วัด

<< การกล่าวหาว่าท่านยักยอกเงินวัด ก็เหมือนกับกล่าวหาว่าพ่อที่เป็นผู้ให้เงินลูกใช้ ยักยอกเอาเงินของตัวเองที่ให้ลูกไป เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ หากท่านต้องการปัจจัย แค่ลดการบริจาคให้วัดลงก็พอแล้ว ข้อกล่าวหาว่าท่านยักยอกเงินวัดจึงขัดแย้งกับความเป็นจริง
<< ปัจจัยที่กล่าวว่าคืนวัดนั้น ความจริงเป็นปัจจัยของคณะศิษยานุศิษย์ที่อยากให้เรื่องจบจึงร่วมกันทำคำร้องถึงอัยการสูงสุด และลงขันกันตั้งกองทุนบริจาคให้วัด มากกว่ามูลค่าของเงินที่เป็นเหตุแห่งคดี
<< กรณีกล่าวหาว่าท่านยักยอกที่ดินของวัดไปก็เช่นกัน ญาติโยมถวายที่ดินให้กับท่านเป็นการส่วนตัว เพราะศรัทธาในตัวท่าน ในโฉนดก็ระบุเช่นนั้น ผู้ถวายก็ยังมีชีวิตอยู่ไปให้การกับศาลยืนยันว่าถวายให้ท่านเป็นการส่วนตัว ที่เกิดเป็นคดีขึ้นมาเหมือนเป็นเรื่องการเมืองที่จะหาเรื่องให้ได้ เพื่อตัดปัญหาท่านจึงโอนที่ดินให้วัด
<< แม้ปัจจุบันก็มีญาติโยมมาถวายที่ดินแก่ท่านเป็นการส่วนตัวทุกเดือน กล่าวยืนยันท่ามกลางประชุมชนถึง ๓ ครั้ง ว่าท่านจะเอาไปทำอะไรก็ได้ จะไปขายก็ได้ ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมก็ได้ อัดวีดีโอเป็นหลักฐานไว้ด้วย ท่านก็ให้โอนที่ดินเหล่านั้นเข้ามูลนิธิใช้ประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป ท่านไม่เคยไปดูที่ดิน ไม่รู้ด้วยว่าอยู่ตรงไหน เขาถวายมาก็ส่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการต่อไปเพื่อประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา
<<_ หลวงพ่อคือผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา _ >>
<< เราสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ พระเทพญาณมหามุนี เป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่าน ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วแต่จริตความชอบของแต่ละคน แต่ไม่อาจกล่าวหาว่า ท่านมีเจตนาไม่สุจริต เพราะผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริต ทำเพื่อหวังลาภสักการะจะไม่ทำอย่างที่ท่านทำ และก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคน หรือสร้างศาสนสถาน เช่น
_ การสร้างศาสนสถาน รองรับชาวพุทธได้ ๑ ล้านคน เป็นงานใหญ่ที่ต้องทำด้วยชีวิต เจดีย์ วิหาร ศาลา ศาสนสถานต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาจะกลายเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว
_ การสร้างพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนากว่า ๕,๐๐๐ รูป/คน ญาติโยมผู้มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนานับล้านคน
<< พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ศีล รู้ได้ด้วยการอยู่ร่วม” คนที่อยู่ด้วยกันเป็นสิบ ๆ ปี ใครนิสัยเป็นอย่างไรจะรู้กันหมด ถ้าท่านไม่ดีจริงจะไม่มีทางสร้างพระ เณร อุบาสก อุบาสิกาที่อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาได้เช่นนี้ ชีวิตของใคร ใครก็รัก จะสละชีวิตของตนได้ต้องชัดเจนแล้วว่าสิ่งนั้นดีจริง มีคุณค่าจริงเท่านั้น
<<_ การกระทำเชื่อได้มากกว่าคำพูด_ >>
<< คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้ ทั้งทางดีทางร้าย “สิ่งที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือ การกระทำ” โดยเฉพาะการกระทำที่ทำมาตลอดชีวิตกว่า ๕๐ ปี
*** เราไม่สามารถกล่าวหาผู้ทำความดีตลอดชีวิตว่าแกล้งทำได้ เพราะเมื่อทำตลอดชีวิตมันคือเรื่องจริง ***
<< หากใครมีจริตชอบแบบไหน ให้ทุ่มเทความรู้ความสามารถของตนไปในทางสร้างสรรค์ ชวนคนไปปฏิบัติแบบที่ตนชอบให้มากๆ จะดีกว่า ถ้าทุกคนทำอย่างนั้น พระพุทธศาสนาจะเจริญก้าวหน้า สังคมจะสงบร่มเย็น ศีลธรรมจะกลับคืนมา
<< แต่ถ้าใช้พลังไปในทางทำลาย เอาแต่โจมตีใส่ร้ายป้ายสี มีแต่จะสร้างความแตกแยก ทำให้พระพุทธศาสนาอ่อนแอลง จนอาจจะสาบสูญไปจากแผ่นดินไทย ตัวผู้ทำก็ต้องแบกบาปมหาศาล

https://www.facebook.com/BuddhaSamakkee/?fref=nf  



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blog Archive