กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : วัดพระธรรมกายเป็นภาพสะท้อนความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ณ กึ่งพุทธกาล



ความเป็นวัดพระธรรมกาย  องค์กรใหญ่ที่มีระบบ ระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติ
ภาระกิจงานพระศาสนา เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นผู้ชี้หนทางสว่างให้แก่เพื่อนมนุษย์ 
หากไม่ศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาให้ชัดแล้ว
ก็จะไม่สามารถเข้าใจ, แล้วก็เกิดความเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ละครับ
แต่ถ้ามาศึกษาจริงๆ  ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจครับ  

ผมขอยืนยันด้วยประสบการณ์ที่ได้ศึกษาความเป็นวัดพระธรรมกายมาตลอดระยะเวลา 20 ปี
ว่า ...วัดพระธรรมกายเป็นภาพสะท้อนความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา
สร้างความเข็มแข็งให้กับระบบการศึกษาพระพุทธศาสนาและศีลธรรมให้คนในชาติ
และรวมสังฆมณฑลให้เป็นปึกแผ่น  

คำว่า “ศึกษา” ของผมในที่นี้  ผมหมายถึง ศึกษาย้อนหลังตั้งแต่ครั้งพุทธกาลนะครับ  
ว่าภาระกิจของพระพุทธศาสนา นั้นเป็นอย่างไร 

ภาระกิจใหญ่ๆ มี  2  ภาระกิจครับ  ท่านว่า ...
1. ประโยชน์ตน
2. ประโยชน์ท่าน ( ก็ถัดจากตัวเราไป...เพื่อน ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ โลก )

ความสัมพันธ์ของ 2 ประโยชน์นี้ง่ายมากครับ
ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เปรียบเทียบให้เห็นภาพนะครับ... เช่น  มหาเศรษฐีของโลกทั้งหลาย  ที่เมื่อเขามีทรัพย์มาก  เขาก็แบ่งทรัพย์บริจาคให้แก่องค์กรการกุศล เพื่อนำไปทำประโยชน์ตามวัตถุประสงค์อันเป็นกุศลขององค์กรนั้นๆ ...  ท่านเรียกว่า “สงเคาระห์โลก” ครับ

กลับมาทางธรรมครับ
เจ้าชายสิทธัตถะ  ทรงทำประโยชน์ตนให้เต็มเปี่ยม คือ ทรงได้สั่งสมบุญสร้างบารมีมายาวนาน 20 อสงไขย กับแสนมหากัปป์  ในที่สุดได้ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง 
เมื่อพระองค์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงแล้ว  และได้รู้แจ้งโลก และ ชีวิต แล้ว

ด้วยมหากรุณา จึงทรงยังประโยชน์ส่วนรวม  ให้เกิดขึ้น 
คือ การประกาศสัจธรรมะเพื่ออนุเคราะห์แก่ทั้งมนุษย์และเทวา เวไนยสัตว์ทั้งหลายให้เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล ได้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร ตามพระพุทธองค์ไปด้วย

ภาระกิจแรกนั้น  คือ การยังประโยชน์ตนให้เกิดขึ้น  ทรงต้องฝึกฝนตนเองอย่างกลั่นกล้า
เอาว่าตั้งแต่ชาติแรกที่พระองค์ทรงเกิดเป็นมาณพหนุ่มแบกมารดาเอาชีวิตรอดจากมหาสมุทรเพราะเรือสำเภาล่ม  แล้วก็ทรงตั้งมโนปณิธานว่าจากนี้ไป จะมุ่งทำความดี สั่งสมบุญ สร้างบารมีอย่างยิ่งยวด
เพื่อจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ  แล้วก็จะโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ไปกับพระองค์

20  องสงไขย แสนมหากัปป์  บารมีทั้ง 10 ทัศ 30 ทัศ  กระทั้งถึงพระชาติสุดท้าย
ประโยชน์ส่วนตนของพระองค์ก็เต็มเปี่ยมบริสุทธิ์บริบูรณ์ 

การประกาศพระพุทธศาสนา คือ ประโยชน์ส่วนรวม ...
ภาพตรงนี้ต้องชัดนะครับ
ว่ากันให้เข้าใจง่ายๆ ครับ  การเรียนการสอนวิชาชีพใดๆ  ต้องใช้สถานที่ ต้องใช้อุปกรณ์นะครับ
การเรียนการสอนทางธรรม ก็เช่นเดียวกันครับ




ด้วยเหตุของประโยชน์เพื่อเกื้อกูลแก่มหาชนทั้งหลายนี้  …
พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงถวาย วัดเวฬุวันมหาวิหาร
อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้าง วัดพระเชตวันมหาวิหาร  ถวาย,ใช้ทรัพย์นับเป็นเงินไทยหมื่นๆล้านบาท
นางวิสาขาสร้าง วัดบุปผาราม   ถวาย, ใช้ทรัพย์นับหมื่นล้านบาทเช่นกัน

แม้ในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช  ก็ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ทั้งด้วยการสร้างพระเจดีย์ 8400 องค์ 
ส่งพระธรรมทูต เดินทางไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ประกาศธรรมะไปทั่วโลก 
พระพุทธศาสนาจึงได้เดินทางมาถึงและเจริญรุ่งเรืองเป็นรากฐานของวัฒนธรรมประเพณี
จิตใจอันดีงามของชนชาติไทย

ตัวอย่างพอสังเขปเหล่านี้ล้วนเป็น  ศาสนสถาน  เพื่อการสอนธรรมะให้แก่สาธุชนผู้ใคร่
ในการศึกษาธรรม และแสวงบุญ ครับ  เป็นภาระกิจเพื่อเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษยชาติ
ที่หลั่งไหลมาเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์  ซึ่งก็ได้รับอานิสงส์ไปตามกำลังแห่งบุญบารมี
ของตนครับ

เพราะถ้าโดยส่วนตนนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระองค์ได้พ้นทุกข์ตั้งแต่วันที่ได้ตรัสรู้แล้ว
และยังทรงตรองด้วยนะครับ ว่าจะแสดงธรรม หรือ ไม่แสดงธรรมดี เพราะธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นละเอียดลึกซึ้งนัก  จะมีใครสามารถเข้าถึงได้หรือ? 
กระทั้งท้าวสหัมบดีพรหม ต้องลงมาอาราธนานั้นละครับ  พระพุทธองค์จึงทรงรับอาราธนา
และเริ่มประกาศพระสัทธรรม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อเหล่าเวไนยสัตว์  ทั้งมนุษย์ และเทวา

หลังพุทธปรินิพพาน  พระพุทธศาสนาได้รับการเผยแผ่ไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
เกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมต่างๆ  จนเกิดมีนิกายต่างๆ มากมาย
แต่แม้จะมีนิกายต่างๆ เกิดขึ้น  

ความเป็นพระพุทธศาสนาดั้งเดิมยังคงได้รับการรักษาสืบทอดมา ในนิกายชื่อว่า เถรวาท
ขอข้ามห้วงเวลามาที่สยามประเทศในยุคกึ่งพุทธกาลครับ

พระพุทธศาสนาเถรวาทเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทย เป็นอย่างมาก หลักฐานต่างๆ แสดงชัดถึงจิตใจที่ใฝ่ในศีลธรรมเมื่อครั้งอดีต  พระเจดีย์สูงใหญ่แสดงออกให้เห็นถึงศรัทธาความเลื่อมใสของบรรพบุรุษที่มีต่อพระพุทธศาสนา   วัดวาอารามเป็นโรงเรียนสอนศีลธรรม เป็นศูนย์รวมใจของประชาชนอย่างเหนียวแน่น มีอยู่ทั่วแผ่นดินไทย




สังคมโลกเปลี่ยน  สังคมไทยก็เปลี่ยน  ชาวพุทธเองก็เปลี่ยนครับ เรื่องนี้ไม่โทษใครครับ
แต่อยากชวนให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องร่วมกันครับ

ปัจจุบันผู้คนเริ่มห่างวัด ห่างพระ ห่างศีล ห่างธรรม ออกไปเรื่อยๆ  เมื่อห่าง ก็เกิดความไม่รู้ไม่เข้าใจบาป - บุญ - คุณ - โทษ – ดี- ชั่ว-ถูก-ผิด- ควร – ไม่ควร  ... เริ่มแยกแยะไม่ออก  เมื่อพิจารณาไม่ได้ 
ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ แล้วก็หลงลืม...ไม่เชื่อว่าบุญ บาปมีผล  กฎแห่งกรรมเป็นอย่างไร ...
ส่งผลถึงการใช้ชีวิต  ความคิด คำพูด การกระทำ  ก็ไร้หลัก คือ ไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำนั้นจะถูก หรือ ผิด, ดี หรือชั่ว ปล่อยชีวิตไปตามอำนาจของกิเลสที่บีบบังคับ.... สภาพสังคมก็เป็นอย่างที่เห็นกันครับ

เห็นพูดมากเขียนยาวอย่างนี้  ผมยังไม่แก่นะครับ  แต่เห็นแล้วเป็นห่วงตามประสาคนแผ่นดินเดียวกันครับ  เลยพรรณนาซะ...
อย่าพึ่งเบื่อนะครับ  ผมว่ายังไม่สายหรอกครับที่เราจะช่วยกันเยียวยารักษา 
ไม่ได้โลกสวยครับ   ผมแค่มีความหวัง และมองเห็นทาง
อีกอย่างวิธีการดีๆ มีอยู่ในพระพุทธศาสนาครบถ้วนครับ 





วัดพระธรรมกาย  กำลังทำหน้าที่ของวัด ที่ปฏิบัติกิจของพระพุทธศาสนา 
เหมือนเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล  คือ  ประกาศธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครับ

อย่างไร ?

วัดพระธรรมกาย  สร้างจากเหล่านักศึกษาปัญญาชน  นั้นก็แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่า
วัดแห่งนี้ย่อมมีเอกลักษณ์อย่างแน่นอน   แต่แท้จริงยิ่งกว่านั้น คือ ผู้นำของเหล่าปัญญาชนยุคบุกเบิก
คือ  แม่ชี นักปฏิบัติธรรม คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูง 
ศิษย์เอกของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
( พระมงคลเทพมุนี สด  จนฺทสโร)  ซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ...
แต่ด้วยคุณธรรมและคุณวิเศษจากการปฏิบัติธรรมอย่างดีเยี่ยม คุณยายอาจารย์สามารถนำศิษยานุศิษย์ปัญญาชนเหล่านั้นสร้างวัดที่มีระบบระเบียบ  ยังความศรัทธาเลื่อมใสให้สาธุชนหลั่งใหลเข้ามาศึกษาธรรมะปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย อย่างล้นหลาม

ถ้าท่านผู้ชม มาศึกษาประวัติของคุณยายอาจารย์ อย่างจริงจังแล้ว 
คุณก็จะได้เห็นครับว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
มีคุณูประการต่อผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง อย่างไร

ฉบับนี้ ผมออกจะยาวหน่อยนะครับ  เพราะถ้าไม่ยาว ก็ไม่รู้เรื่องละครับ 
ผมว่าทุกวันนี้ที่เราไม่เข้าใจกันคงเป็นเพราะพากันอ่านแต่พาดหัวละครับ 
รายละเอียดไม่สน  เราเลยเป็นคนพูดภาษาเดียวกันแต่ไม่รู้เรื่อง ...
โศกนาฏกรรมการสื่อสารครับ

ต่อครับ, ...
วัดพระธรรมกาย  ในยุควิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่   โดยเหล่าปัญญาชนทั้งหลาย 
ก็นำวิทยาการและเทคโนโลยีนั้นๆ  มาใช้เป็นอุปกรณ์เป็นเครื่องมือในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประกาศสัจธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ก็ง่ายๆ แค่นี้เองครับ
 
เมื่อเกิดการประยุกต์ผสมผสานระหว่าง
ความเก่งของวิทยาการและเทคโนโลยี  +  ความดีในธรรมะของพระพุทธองค์   
อย่างนี้แล้ว

ภาระกิจที่ว่า “ประโยชน์ส่วนรวม”  ของพระพุทธศาสนาจึงกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตชีวา 
ด้วยความตั้งใจจริงที่จะยังประโยชน์สังคมส่วนรวมให้เกิดขึ้นด้วยธรรมะของพระพุทธองค์
วัดพระธรรมกาย จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาสาธุชนอย่างเต็มกำลัง ทั้งด้าน ศาสนสถาน
ศาสนบุคคล ศาสนอุปกรณ์เพื่อปฏิบัติภาระกิจเผยแผ่พระสัจจธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
( เหมือนอย่างที่ พระพุทธศาสนา เคยได้รับการสนับสนุนค้ำจุนจากศรัทธาสาธุชน
เมื่อครั้งพุทธกาล  อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ไงครับ )
เมื่อทุกภาคส่วนให้ความร่วมแรงร่วมใจอย่างนี้  ธรรมะจึงเข้าถึงประชาชน 
และประชาชนก็เข้าหาวัด กลับมาสู่ศีล สู่ธรรม  ... 





ไม่ใช่ภาคประชาชน เท่านั้น
วัดพระธรรมกาย ยังทำหน้าที่รวมสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล ประสานงานพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ
ให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติภาระกิจฟื้นฟูศีลธรรมร่วมกัน
เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน
ทั้งหมดนั้นเพื่อการปลูกฝังศีลธรรมสัมมาทิฏฐิให้แก่ลูกหลานเยาวชนไทย
และแม้ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครู อาจารย์ ก็ได้กำลังใจและเกิดแรงบันดาลใจในทำความดีไปพร้อมๆ กัน

แทนที่จะมานั่งจับผิด หรือไม่ยอมทำความเข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ
แล้วก็ใส่ร้ายคนที่มุ่งมั่นทำความดี
เพื่อยังทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ส่วนรวม
เรามาช่วยกัน รวมแรง รวมใจ ให้เต็มกำลังที่เรามี
เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์บรรยากาศแห่งการเรียนรู้พัฒนาชีวิตจิตใจ
ด้วยธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้เกิดขึ้นในทุกเพศ ทุกวัย ทุกชุมชน ทุกสังคม ทั่วประเทศ
ให้ประชาชนในประเทศก็จะกลับสู่ครรลองคลองธรรม  สังคมก็สงบสุขร่มเย็นได้
อานิสงส์ผลแห่งความดีใดๆ ที่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นแก่ทั้งตัวเรา และสังคมส่วนรวม





ยุคพุทธกาล ประชาชนเข้าวัดศึกษาธรรมะกันเป็นเรือนพัน เรือนหมื่น เรือนแสน
แม้บางพุทธกาล เป็นเรือนล้าน
ทำบุญถวายทานกับพระภิกษุนับร้อย นับพัน นับหมื่น นับแสน นับล้าน ด้วยไทยธรรมอันปราณีต
มนุษย์และเทวา เข้าถึงธรรมกันมากมาย


มาร่วมด้วยช่วยกัน...ดีกว่าไหมครับ ?


4 ความคิดเห็น: