กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : ความอยุติธรรมที่หลวงพ่อธัมมชโยถูกยัดเยียด!!! กรณีสหกรณ์คลองจั่น



ประเทศไทย ตั้งสติให้ดี แล้วดูให้เห็นความจริงชัดๆ

เรื่องสหกรณ์คลองจั่น มีอยู่แค่นี้จริงๆ !!!
( แค่หาเหตุ! จะเอาผิดกับหลวงพ่อธัมมชโยให้ได้!! )

คดีหลักๆ คือ คดีที่ 146/2556
คุณศุภชัย ถูกกล่าวหาว่าเอาเงินออกจากสหกรณ์โดยไม่ชอบ ที่ออกมาเกือบ
800 ล้าน
อัยการ รับข้อมูลไปแล้ว
DSI ไม่สามารถเอาผิดอะไรกับใครได้ทั้งสิ้น !!!

คดีที่ 2 คือ 63/2557
กรณีสหกรณ์ชวนคนมาฝากเงิน 
DSI สอบสวน ตั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน
ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ อัยการ จะพิจารณา สิ้นเดือนพฤษภาคม 2559 

ซึ่งใน 2 คดีนี้ ไม่มีหลวงพ่อธัมมชโย อยู่ในคดีดังกล่าว !!!

สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ประธานสหกรณ์คลองจั่นก็ออกมาประกาศและรับรอง
ว่ากรณีระหว่างสหกรณ์กับวัดพระธรรมกาย,และหลวงพ่อธัมมชโยนั้น
จบแล้วทั้งแพ่งและอาญา, 
ทางสหกรณ์ได้รับเงินช่วยเหลือจากลูกศิษย์วัดที่ลงขันเยียวยาช่วยเหลือ
และได้ทำจดหมายขอบคุณต่อวัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโย เรียบร้อยแล้ว
   

แต่สิ่งที่เกิดต่อมาว่า ...


คดีที่ 27/2559
เป็นการตั้งข้อหาฟอกเงิน และรับของโจร โดยเกิดจากการ ฟ้องของสมาชิกในสหกรณ์
!!! 



ความไม่ชอบธรรม ที่ไม่สามารถรับได้  คือ .... !!!  

1. โดยกฎหมายแล้ว  "กรรมเดียวจะดำเนินซ้ำซ้อนไม่ได้ "
กรรมเดียว ใช้ได้ในคดีเดียว
เท่านั้น
!!!

ที่ผมเข้าใจนี้,ถูกไหมครับ ?   
 

แต่ คดี
27/2559   เป็นการตั้งคดีขึ้นมาต่างหากเอง
เพื่อจะเอาข้อหาถวาย
หลวงพ่อธัมมชโยให้ได้ ? 

โดยหาใครคนหนึ่งออกมาโวยวายเพื่อจะเอาผิดกับหลวงพ่อธัมมชโย !!!  

อย่างนั้นใช่ไหมครับ ???

ถ้าทำแบบนี้  กรรมเดิม เรื่องเดิม  แต่หาคนมาฟ้องใหม่  คดีก็ไม่เป็นอันจบสักที !
มันทำได้ที่ไหนใน 3  โลก!!!   

ขืนเป็นแบบนี้! ก็เกิดการฟ้องไปได้เรื่อย!  
การตั้งคดีแบบนี้ ผิดต่อหลักของกฎหมายอย่างชัดเจนที่สุด !!!
ประการนี้ขอถามว่าจริงหรือไม่ ???    



2.  ทนายของหลวงพ่อธัมมชโย  ไปยื่นหนังสือขอเลื่อนหมายเรียก  โดยสิทธิตามกฎหมาย
โดยสิทธิของมนุษยชน  โดยสิทธิผู้ป่วย  แต่
DSI  กลับไร้มนุษยธรรม
ถึงขนาดจะออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโย  ทั้งที่ไม่ได้มาตรวจสอบอะไรเลย  
!!!
ผมคิดว่าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ?   

ใจร้ายเกินไปไหม?แม้กับ  พระมหาเถระผู้สูงอายุถึง 72  ปี และอาพาธหนัก 
ก็ยังจะบีบบังคับให้ออกไปรับข้อกล่าวหา ( ทั้งที่ท่านบริสุทธิ์!!!)
ถึงจะเป็นหน้าที่   แต่ในฐานะของมนุษย์
!!!
ก็ต้องกระทำตามหลักเหตุผลที่ชอบด้วย “มนุษยธรรม”  ด้วย
!!!
มันถึงจะถูกต้องชอบธรรม จริงไหมครับ ???

3.  มีองค์กร อื่นๆ อีกมากมายที่รับเงินบรจาค จากนายศุภชัย  แต่
กลับมุ่ง
ใส่ความเอาผิด กับ หลวงพ่อธัมมชโย แต่เพียงผู้เดียว
!!! 
มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ ?? 


4. การบริจาคของนายศุภชัย ก็เป็นไปอย่างเปิดเผย ต่อสาธารณชนที่มาร่วมพิธีบุญ
ยิ่งกว่านั้น  หลวงพ่อธัมมชโย ไม่เคยเห็นเช็ค หรือเห็นเงินบริจาคเลย
เพราะทางวัดมีคณะกรรมการ
ดูแลจัดการบริหารเงินบริจาคอย่างเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยชัดเจน !!!

เข้าใจตรงกันตามนี้ไหมครับ ?

คำถามวันนี้ 
DSI  ยังมีมนุษยธรรมอยู่บ้างไหม ??? 
DSI 
ทำตามกฎหมาย อย่างเที่ยงธรรม แล้วหรือยัง ???

----------------------------------------------------------------


ภาคผนวก 

"กฎหมายใช้ให้เป็นธรรม ไม่ต้องป่าวประกาศ ก็ชอบธรรมได้"
จะออกหมายจับใคร ใช่จะออกได้ทุกกรณี เพียงปรับบทว่าอัตราโทษเกิน 3 ปี มีพฤติการณ์หลบหนีเท่านั้นไม่พอ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจรัฐและและเจ้าพนักงานก็จริง แต่ต้องให้มีเหตุผลและคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วย
ในเมื่อมีผู้รับมอบอำนาจ(ทนายความ) ไปส่งหนังสือขอเลื่อนการรับทราบข้อหา เนื่องจากผู้ต้องหาป่วยจริง มีใบรับรองแพทย์ยืนยัน ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เหตุใดจึงใช้ดุลยพินิจไปขอออกหมายจับ?
การพิสูจน์ว่าผิดจริงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการขอออกหมายจับ ทั้งจะต้องให้โอกาสผู้ต้องหาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอย่างเต็มที่ จะรวบรัดตัดบท ตัดประเด็นแล้วเสียความเป็นธรรม อย่าได้ทำ แม้ตามระบบกฎหมายของบ้านเราจะเอาผิดยากเพราะอ้างได้ว่าเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนก็ตาม เพราะมันจะเป็นตราบาปไปชั่วกาล

นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.)

---------------------------------------------------------------

ผม นพ. บุญศักดิ์ หาญเทอดสิทธิ์ แพทย์ผู้เชียวชาญสาขานิติเวชศาสตร์
ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ....
"ได้พบข้อความทางโลกโซเชียล เกียวกับอาการอาพาธของหลวงพ่อธัมมชโย ที่กล่าวว่าอาการหนักขนาดนี้ทำไมไม่ไป รพ.การรักษาตัวภายในวัดเป็นการรักษาที่ผิดหลักการแพทย์
แสดงให้เห็นว่าผู้พูดไม่มีความไม่เข้าใจในหลักกฎหมายทางการแพทย์
เรื่องสิทธิผู้ป่วยและสถานพยาบาล
ผมในฐานะแพทย์นิติเวช จึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนครับ
 การที่ผู้ป่วยจะตกลงปลงใจในการรักษากับแพทย์คนไหน หรือไปโรงพยาบาลไหน
เป็นเรื่องสิทธิของผู้ป่วยโดยแท้ ไม่สามารถไปบังคับให้ไปรักษาได้
แม้แพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาโดยผู้ป่วยไม่ได้ร้องขอก็ตาม แต่ไม่สามารถไปละเมิดผู้ป่วยได้
หน้าที่รักษาผู้ป่วยนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมในกรณีที่เป็นความจำเป็นและเร่งด่วนเท่านั้น (ภาวะฉุกเฉิน) และเมื่อผู้ป่วยยินยอมให้รักษาแล้วไม่ว่าเป็นที่ไหน แพทย์ก็รักษาได้
ไม่ขึ้นกับสถานที่ เวลา และสถานการณ์ ในป่าแพทย์ก็รักษาคนได้
โดยทั่วไปแพทย์มีพื้นฐานจิตใจเมตตามากอยู่แล้ว จึงมีความยินดีที่จะรักษาคนทั่วไปเป็นปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นบุคคลที่มีบุญบารมีอย่างยิ่งแล้ว แพทย์ผู้มีจิตเมตตาและมีความสามารถท่านใดทราบ
ก็อยากได้บุญกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่เขาเหล่านั้นจะไปรักษาหลวงพ่อธัมมชโย ถึงวัดพระธรรมกาย
และเมื่อแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ตรวจรักษาผู้ป่วยแล้ว ก็ย่อมสามารถออกใบรับรองแพทย์
ที่แสดงภาวะสุขภาพของผู้ป่วยได้เสมอโดยไม่ขัดต่อหลักกฎหมายใดๆ
 ในมุมมองของการประกอบวิชาชีพเวชในสถานพยาบาลไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน ทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ถ้าได้จัดตั้งและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้ทั้งสิ้น

บุญศักดิ์ หาญเทอดสิทธิ์ พ.บ. ว.ว.(นิติเวชศาสตร์), น.บ., น.บ.ท.ส
------------------------------------------------------------------------------

ดังนั้นถามว่า ทำหลวงพ่อไม่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
คำตอบ ไม่จำเป็นต้องรักษาที่โรงพยาบาล
ด้วยสิทธิของผู้ป่วย แม้ในป่า หมอก็สามารถรรักษาได้

บัว  อรุโณทัย
27 เมษา 59





กรณีธรรมกาย วงใน
วิชชาธรรมกาย  
วัดพระธรรมกาย UNSEEN
Dhammakaya Méditation Technique
https://dhammakayafacts.wordpress.com/ 
www.ธรรมกาย.com 
เจ้าคุณเบอร์ลิน








1 ความคิดเห็น: