กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : รู้จริง! หรือ อคติ! สถานการณ์พระพุทธศาสนา, 2559!


พุทธแท้ คือ อะไร?
ส่วนหนึ่งจากบทความ ของ คำ ผกา

ทางออกของข้อถกเกียงเรื่องศาสนาไม่ควรถูกชี้นำไปในแนวทางของการพยายามจะ purify พุทธศานา โดยเชื่อว่ามีพุทธที่แท้ พุทธที่ดีกว่าพุทธอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการอ้างว่า “พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเช่นนั้นเช่นนี้” เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีที่แล้วย่อมผ่านการตีความ ขัดเกลา เขียนใหม่ คัดทิ้ง ผ่านการคัดกรอง ขัดเกลาของปัญญาชนฝ่ายพุทธของอาณาจักรต่างๆ ทั้งโลกมานับหมื่นนับแสนคน

ดังนั้น คงไม่มีใครเคลมว่า คำสอน หรือวิถีปฏิบัติของใครจะตรงกับสิ่งที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้ามากกว่ากัน

การประกาศว่าพระดีในเมืองไทยมีสายเดียว สะท้อนสำนึกแบบอีลีต ที่คิดว่า ใครก็ตามที่คิดไม่เหมือนกู เชื่อไม่เหมือนกู รู้ไม่เหมือนกู คือ โง่ คือ บกพร่อง “ฉันรู้ดีที่สุด ถ้าไม่เชื่อฉันคือผิด”

ถามอีกครั้ง เราโอเคกับแนวคิดแบบนี้หรือ?

ยิ่งตัวอย่างที่ยกมายิ่งตลก เพียงเพราะอยากรักษาวินัยเรื่องไม่จับเงิน เลยต้องเพิ่มความยุ่งยากให้แก่ชีวิตด้วยการหอบลูกศิษย์ไปด้วยเพื่อจับเงินแทน

แบบนี้เข้าอีหรอบ ไม่ฆ่าไก่แต่กินไก่ใช่หรือไม่? คือ ใช้คนอื่นฆ่าแทน ไม่จับเงินแต่ใช้คนอื่นถือเงินแทน

โลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทำไมเราไม่คิดว่าพระสงฆ์องค์เจ้าต้องอยู่ในโลกสมัยใหม่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องบริหารเงิน จับเงิน ใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบุคลากร บริหารจัดงานและชีวิต

ถ้าเราบอกว่าพระต้องไม่จับเงิน ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้าเราคิดว่า Merit ของคนอยู่ที่การไม่ได้ใช้เงิน ไม่ได้ใช้โภควัตถุ ชนเผ่าล้าหลังห่างไกลที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ทุกคนน่าจะได้บรรลุซึ่งนิพพานน่าไปกราบไหว้มากกว่านักบวชแน่ๆ

เพราะฉะนั้น ศาสนาในสังคมสมัยใหม่ควรเป็นพื้นที่ของ “ปรัชญา” และมนุษย์ในสังคมมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะสมาทานลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา นิกายใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใครตั้งตัวเป็นฟาสซิสต์ศาสนาคอยมาชี้นิ้วว่า ทำแบบนี้ผิด ทำแบบนี้ถูก ใครอยากขูดต้นไม้ขูด ใครอยากไหว้ต้นกล้วยไหว้ ฯลฯ

เพราะทุกความเชื่อย่อมตอบสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์ที่เขาเลือกจะเชื่อ ต่อให้มันดูเขลาสักเพียงไหน ขณะเดียวกันไม่ได้แปลว่าเราจะไม่วิจารณ์ หากเราเห็นว่ามันไม่เข้าท่าในสายตาของเรา

สิทธิที่จะเชื่อ สิทธิที่จะวิจารณ์ เป็นสิทธิที่จะต้องมีเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่ไม่ควรมีเลย คือ ใครก็ไม่รู้เที่ยวไปชี้นิ้วว่า สิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้สูง สิ่งนี้ต่ำ สิ่งนี้แท้ สิ่งนี้เทียม อย่างมากที่สุดที่คุณจะพูดได้คือ สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความเสียหายสังคมอย่างไรในทัศนะของคุณ (ซึ่งถกเถียงได้)

หายนะของสังคมไทยจะเกิดขึ้นก็เพราะมีคนสถาปนาเป็นผู้พิพากษานาซีแบบนี้ในทุกๆ แขนง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินว่า อันนี้พุทธแท้ อันนี้พุทธเทียม อันนี้ไทยแท้ อันนี้ไทยเทียม อันนี้คือศิลปะ อันนี้คือขยะ อันนี้คืองาม อันนี้คืออัปลักษณ์

สุลักษณ์ก็เห็นศาสนาพุทธมาแล้วทุกนิกายในโลก ทำไมถึงยังคับแคบว่า พุทธที่ดีต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น พระในพุทธศาสนาตั้งหลายนิกายที่แต่งงานได้ ดื่มสุราได้ บริหารธุรกิจได้ แล้วสุลักษณ์จะอธิบายพุทธเหล่านั้นว่าอะไร?

องค์กรสงฆ์ก็เหมือนองค์กรทางโลกอื่นๆ ที่ต้องการการปรับตัว ความโปร่งใส ความทันต่อโลก ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่ต้องจับพระไปนั่งหลับตาในถ้ำให้หมด

และถ้าจะมีพระรูปใดอยากวิเวกด้วยการไปหลับตาในถ้ำก็เป็นสิทธิของท่านโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เครื่องหมายว่าท่านสูงส่งกว่าพระที่เลือกจะอยู่ในเมือง

องค์กรสงฆ์ก็เหมือนทุกองค์กรในโลกที่ตอนนี้ต้องการทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง ว่าต้องการจะสัมพันธ์กับ “รัฐ” แค่ไหนอย่างไร

การทบทวนนี้จะดีที่สุดคือทำในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งคงเป็นเรื่องของสงฆ์และคณะสงฆ์ที่จะผลักดันวาระเหล่านี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า โดยกำเนิดของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ทำให้องค์กรสงฆ์ต้องมาพัวพันกับอำนาจรัฐ การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ปรับรูปแบบความสัมพันธ์ก็ต้องทำผ่าน “รัฐสภา”

แต่การผ่านรัฐสภานี้อาจทำเพื่อเปลี่ยนไปสู่การที่คณะสงฆ์จะแยกตนเองเป็นอิสระต่อรัฐอย่างสมบูรณ์แบบก็ย่อมได้

เช่น องค์กรของพระคาทอลิกทั้งโลกที่ขึ้นอยู่กับวาติกัน ไม่ใช่รัฐที่ตนเองสังกัดอยู่

ต่อความเห็นของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่า องค์กรสงฆ์ หรือมหาเถรสมาคม เต็มไปด้วย ลาภ ยศ ผลประโยชน์ แหม… มีองค์กรไหนในโลกบ้างที่ไม่มี ลาภ ยศ ผลประโยชน์

การที่คนต้องมาอยู่ด้วยกันเกินสองคนขึ้นไป สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” นับประสาอะไรกับมหาเถรสมาคม ที่ประกอบด้วยพระจำนวนมาก ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และเกี่ยวพันกับอำนาจรัฐ การบริหารจัดการ เรื่องการศึกษา การปกครอง ทรัพย์สิน

เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ให้วัดมีทรัพย์ เพราะแค่ที่ดินสร้างวัดก็ถือว่าเป็นทรัพย์ จะมากหรือน้อยมันคือทรัพยากรที่ต้องบริหาร

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพูดถึงคือ การบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่บอกว่า พระที่ดีต้องไม่มี โลภ โกรธ หลง ทำไมเราไม่ยอมรับว่า พระท่านก็คน เพียงท่านในฐานะนักบวชท่านแบกรับความคาดหวังจากสังคมว่า ท่านอยู่ในสมณะที่จะขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ให้มีอย่างเบาบางกว่าปุถุชน แต่เราจะไปคาดหวังให้ท่านปลอดเชื้อปลอดอารมณ์ ความรู้สึกถึงเพียงนั้น????

ถามจริงๆ เราไร้เดียงสาขนาดนั้นจริงๆ หรือ?

มากที่สุดที่เราจะคาดหวังได้คือ ท่านไม่ทำผิดกฎหมายที่ตราไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎระเบียบที่คณะสงฆ์วางไว้ร่วมกันเท่านั้น

1 ความคิดเห็น:

  1. เรื่องวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องการพยายามล้มศาสนาพุทธในประเทศไทย มีการดึงเรื่องต่างๆมา ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง ทหาร ฯลฯ หาทางกำจัดบุคคลต้นแบบแห่งการประพฤติธรรมผู้บริสุทธิ์ ใส่ร้ายป้ายสี สารพัดเรื่อง โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการตัดสินความผิดก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

    ตอบลบ

Blog Archive