กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : ความดี,ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ!?


คำถาม : คำกล่าวหาที่ว่า... วัดพระธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ!!! ???

คำตอบ : ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องนี้   ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก!!! แต่เลื่อนลอย  และไม่มีเค้าแห่งความเป็นจริงเลยสักนิด   เพราะกิจกรรมทุกกิจกรรม   รวมถึงนโยบายทุกนโยบายของวัดพระธรรมกายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   ไม่มีกิจกรรมไหนหรือนโยบายใดที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้เลยสักเรื่อง   ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านการเมือง   เศรษฐกิจ   หรือสังคม-จิตวิทยา   ส่วนว่าความเป็นจริงเป็นเช่นไรเราลองมาดูกันทีละประเด็น

ประเด็นแรก : ความมั่นคงทางด้านการเมือง  
สำหรับประเด็นนี้ “ถ้าคนที่มองโลกในแง่ร้าย” ก็อาจจะมองว่า...การที่วัดพระธรรมกายสามารถรวมคนได้เป็นหลักหมื่น   หลักแสนอย่างเป็นระบบระเบียบ   ในอนาคตอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านการเมืองได้ (ถ้าหากวัดพระธรรมกายเลือกอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล)   แต่ในความเป็นจริง!!! เนื่องจากวัดพระธรรมกายเป็นองค์กรพุทธศาสนาซึ่งบุคลากรโดยส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสงฆ์     เพราะฉะนั้น...ด้วยตัวบทกฏหมายของประเทศไทยและกฏมหาเถรสมาคมจึงไม่ได้ให้สิทธิหรือเปิดช่องให้พระภิกษุมีบทบาททางด้านการเมือง    
อีกทั้งตามหลักพระธรรมวินัย...การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ใช่กิจของสงฆ์   วัดพระธรรมกายจึงได้ยึดถือและออกกฏข้อห้ามที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองจำนวน 2 ข้อ (จากทั้งหมด 10 ข้อ) มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2518    เพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฏหมาย , กฏมหาเถรสมาคม   และพระธรรมวินัยว่า... ห้ามโฆษณาชวนเชื่อหรือหาเสียงใดๆ ทั้งสิ้น” (ในกฏข้อที่ 6)  และ “ห้ามทำนายทายทักโชคชะตาหรือคุยกันเรื่องการเมืองที่ทำให้ร้อนใจ” (ในกฏข้อที่ 8)    
และด้วยความที่บุคลากรภายในวัด (ทั้งพระภิกษุ - สามเณร  รวมถึงอุบาสกและอุบาสิกา)   ต่างมีมโนปณิธานในการสั่งสมบุญสร้างบารมีตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทุกๆ รูปและทุกๆ คนจึงยึดถือกฏระเบียบทั้ง 2 ข้อนี้ (รวมถึงข้ออื่นๆ ที่เหลือ) กันอย่างเคร่งครัด    ถึงแม้ทางวัดจะออกกฏห้ามไม่ให้บุคลากรภายในวัดไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็ตาม   แต่เมื่อถึงคราวที่ภาครัฐต้องการให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง   ทางวัดก็ไม่ได้ปิดกั้นพร้อมกับเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาที่เป็นบุคคลากรภายในวัด   ได้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามหน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติ   
ในส่วนของสาธุชนที่มาแสวงบุญที่วัด   แม้แต่ละคนจะมีแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย (เรียกได้ว่า...มีครบทุกสี   ทุกพรรค   ทุกประเภททั้งที่สนใจการเมืองและไม่สนใจการเมือง)    แต่ด้วยกฏระเบียบที่ทางวัดวางนโยบายเอาไว้   สาธุชนทุกคนจึงเข้าใจและมุ่งมาวัดเพื่อปฏิบัติธรรม  สั่งสมบุญสร้างบารมี  โดยละทิ้งความเห็นต่างทางการเมืองของตัวเองเอาไว้ชั่วคราว  
ส่วนว่าเมื่อแต่ละคนกลับออกไปดำเนินชีวิตทางโลกตามปกติ    ใครจะคิด!!! ใครจะพูด!!! หรือใครจะทำอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง   ในส่วนนี้วัดพระธรรมกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง   เพราะทางวัดไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของใครได้   เนื่องจากแนวคิดทางการเมืองเป็นเรื่อง “ปัจเจกบุคคล” ที่ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพตามกฏหมาย 
และจากที่กล่าวมาทั้งหมด...จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นโยบายหรือกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย   จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทางด้านการเมือง



ประเด็นที่สอง : ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ   
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน!!! วัดพระธรรมกายไม่เคยกระทำการใดๆ ที่มีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะล้มเหลว   หรือทำให้ผลผลิตโดยรวมของประเทศตกต่ำ   หรือทำให้รายได้ของประเทศขาดเสถียรภาพเลยสักครั้งเดียว   ในทางตรงกันข้าม!!! กิจกรรมหลายๆ กิจกรรมที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น  เช่น...กิจกรรมจัดบวช  หรือกิจกรรมตักบาตร  เป็นต้น  กลับเป็นกิจกรรมที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นที่มีการจัดงาน  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการโรงแรม , ร้านค้า , ร้านอาหาร   รวมถึงเหล่าพ่อค้าแม่ขายข้างทาง   ต่างก็ได้ประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวกันถ้วนหน้า   
เมื่อคนเหล่านี้มีรายได้ก็จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยและนำไปเสียภาษีให้กับรัฐ   รัฐก็นำเงินภาษีเหล่านี้ไปใช้พัฒนาและบริหารประเทศ   ยกตัวอย่างเช่น...นำไปเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับชั้นตั้งแต่นายกไล่เรื่อยมา  เป็นต้น   เรียกได้ว่า...เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ล้วนมีส่วนกลับไปหล่อเลี้ยงคนทุกระดับตั้งแต่ระดับนายกฯ จนกระทั่งรากหญ้า
หรืออย่างการก่อสร้างศาสนสถานของวัดพระธรรมกาย   ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน    กล่าวคือ...เมื่อทางวัดจะก่อสร้างศาสนสถานเพื่อใช้ในงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาสักโครงการหนึ่ง    ทางวัดก็ต้องไปจัดจ้างบริษัทออกแบบและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง    บริษัทออกแบบและบริษัทรับเหมาก็ต้องไปจ้างคนงาน    พอทุกคนมีงานก็เลยมีเงินสำหรับใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและมีเงินสำหรับไปจ่ายภาษีให้กับรัฐ   สุดท้ายรัฐก็นำเงินภาษีเหล่านี้ไปใช้บริหารประเทศและทำประโยชน์ให้กับประชาชน    ซึ่งวงจรเศรษฐกิจดังกล่าว!!! ล้วนส่งผลทำให้ประเทศชาติมีเงินหมุนเวียนและเกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ    เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศไม่หยุดชะงัก     นักลงทุนต่างชาติก็เกิดความมั่นใจและกล้าที่จะนำเงินมาลงทุนกันมากขึ้น   
และจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น...จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ นโยบายหรือกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย   จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทางด้านเศรษฐกิจ



ประเด็นที่สาม : ความมั่นคงทางด้านสังคม-จิตวิทยา    
สำหรับประเด็นนี้!!! วัดพระธรรมกายขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า...ทุกนโยนบายและทุกกิจกรรมของทางวัด   ไม่มีเรื่องใดเลยที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านสังคม-จิตวิทยา     เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่ดำเนินงานทุกอย่างอยู่ภายใต้ “หลักของกฎหมาย , กฎมหาเถรสมาคม   รวมถึงจารีตประเพณีอันดีงามที่ปู่ย่าตายาย   และเหล่าบรรพชนได้ประพฤติสืบทอดต่อๆ กันมา” อย่างเคร่งครัด   
ดังนั้น...ทุกนโยบายและทุกกิจกรรมของทางวัด   จึงไม่มีทางที่จะส่งผลกระทบหรือทำให้เกิดการทำลายองค์คุณของชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน  
นอกจากนี้...ทุกนโยบายและทุกกิจกรรมของวัดพระธรรมกายยังมุ่งเน้นอบรมและฟื้นฟูศีลธรรมให้แก่คนในสังคมในทุกระดับชั้น  อีกทั้งยังมีการจัดสอนสมาธิให้แก่ประชาชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก   ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยให้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตทั้งทางกายและทางใจที่ดีขึ้น   ไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ลดทอนคุณธรรม   หรือทำให้คุณภาพชีวิต (ทั้งทางกายและทางใจ) ของคนในสังคมลดลง   
และที่สำคัญทุกนโยบายและทุกกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย   ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านลบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ   ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา , ระเบียบวินัย , ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม , สุขภาพ  หรือด้านคุณธรรม   เพราะทางวัดมุ่งเน้นจัดกิจกรรมที่เพิ่มพูนคุณธรรมในทุกๆ เรื่อง ให้กับคนในสังคม  
ดังนั้น...จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นโยบายหรือกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย   จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทางด้านสังคม-จิตวิทยา

ถ้าถามว่ามีประเด็นอะไรบ้าง!!! ที่วัดพระธรรมกายถูกเชื่อมโยงว่า “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ”    จริงๆ ก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องดังนี้

1.มีคนมาวัดพระธรรมกายเป็นจำนวนมาก        
สำหรับประเด็นนี้!!! ถือเป็นการตั้งข้อสังเกตที่เกินกว่าเหตุและดูจะไร้ซึ่งเหตุผลไปสักหน่อย   เพราะในความเป็นจริง!!! การจัดกิจกรรมรวมคนของวัดพระธรรมกายไม่ว่าจะหลักพัน หลักหมื่น หลักแสน (และกำลังจะไปสู่หลักล้านในอนาคต)   ทุกกิจกรรมล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการอบรมศีลธรรม   และสอนสมาธิให้แก่สาธุชนที่มาแสวงบุญทั้งสิ้น  
อีกทั้ง...คนที่มาร่วมกิจกรรมกับทางวัด   ก็มาเพื่อมาศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มาละชั่ว  ทำดี  ทำจิตใจให้ผ่องใส   ซึ่งคนเหล่านี้ก็มีทุกระดับชั้น   ตั้งแต่เด็กอนุบาลไล่เรื่อยไปจนถึงระดับ Professor   ดังนั้น...กิจกรรมรวมคนมาทำความดีที่วัดพระธรรมกายจัดขึ้น   จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งทางด้านการเมือง , เศรษฐกิจ   รวมถึงสังคม-จิตวิทยาอย่างแน่นอน  
ถ้ามองแบบ “ผู้มีสติปัญญาและมีจิตใจที่เที่ยงธรรม”   ก็คงจะเห็นประโยชน์และเห็นแต่สิ่งดีๆ ที่เกิดจากกิจกรรมรวมคนมาทำความดีที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้นว่า... “มีส่วนช่วยทำให้ประเทศของเรามีบุคลากรที่ดี (ทั้งความรู้ดี   ความสามารถดี  ความประพฤติดี) และมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำไป”  
ซึ่งในจุดนี้!!! ถือว่ามีส่วนช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องนำเงินไปใช้ในการแก้ปัญหาและปราบปรามคนที่ประพฤติผิดศีลธรรมและผิดกฎหมาย  และที่สำคัญ...เงินที่ใช้จัดกิจกรรมดังกล่าว   ทางวัดไม่เคยเบิกงบประมาณของประเทศชาติมาใช้เลยแม้แต่บาทเดียว   พูดได้เต็มปากว่า...ทั้งจัดงานเองและออกเงินเองล้วนๆ      



เพราะฉะนั้น...กิจกรรมรวมคนมาทำความดีครั้งละมากๆ ที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น  จึงถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง   ถ้าการที่วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมรวมคนมาทำความดีครั้งละมากๆ (อย่าง...กิจกรรมตักบาตรพระเพื่อช่วยเหลือพระที่อยู่ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้  เป็นต้น.)   ถูกคนบางกลุ่ม (รวมถึงคนของหน่วยงานราชการ) มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ   แล้วสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมให้คนมาทำบาปอกุศล (อย่างในผับ , ในบาร์  หรือในบ่อนการพนัน)   มันไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมากกว่ารึ!!!   เพราะสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นต้นตอและเป็นบ่อเกิดของปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมลำดับต้นๆ    ดังนั้น...ถ้าใครคิดจะเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงของชาติ  จุดที่ควรเป็นห่วงและเป็นกังวลมากที่สุดคือ...แหล่งรวมที่ให้คนมาทำบาปอกุศล   และเขตพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้โน่น!!! ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย 
อันที่จริง!!! เราควรดูวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมรวมคนของทางวัดว่า...ที่คนมารวมตัวกันเยอะๆ  เขามารวมกันทำอะไร??? 



จากนั้นก็ใช้สติปัญญาพิจารณาหาคำตอบด้วยใจที่เที่ยงธรรมว่า...  ที่เขารวมตัวกันมา!!! เขามารวมกันทำความดี ไม่ได้มาก่อความวุ่นวายให้ประเทศชาติบ้านเมืองใช่หรือไม่???   แล้วที่มีคนมารวมตัวกันเยอะๆ  เขามารวมตัวกันเพื่อศึกษาธรรมะมา สั่งสมบุญกุศล ไม่ได้สร้างปัญหาให้สังคมหรือใครใช่หรือเปล่า???    
ในจุดๆ นี้ คนที่ดูแลภาพรวมเรื่องความมั่นคงของชาติควรใช้ “สติปัญญาที่ประกอบด้วยใจที่เที่ยงธรรม” ในการพิจารณาเรื่องนี้ให้มากๆ  (ที่แนะนำไปแบบนี้!!! ก็เพราะเชื่อในสติปัญญา  ความรู้ความสามารถ  และคุณธรรมของคนที่ทำหน้าที่นี้ว่าต้องไม่ธรรมดา   ไม่เช่นนั้นจะมาทำหน้าที่สำคัญแบบนี้ได้อย่างไร!!!   แต่ถ้ามีสติปัญญาและมีคุณสมบัติเพรียบพร้อมขนาดนี้แล้วไม่นำสติปัญญาและคุณสมบัติที่มีอยู่มาใช้   หรือใช้เพียงเล็กน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์   ก็อาจจะทำให้เวลาตัดสินอะไรอาจเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงได้  อุปมาเหมือนคนที่สายตาดี...แต่ดันชอบหรี่ตาดู   เวลามองดูอะไรก็เลยทำให้เห็นไม่ชัด   เช่นเห็นเครื่องบินกลายเป็นนก  เห็นมดกลายเป็นปลวก...แบบนี้เป็นต้น)   เพราะฉะนั้น...จากเหตุผลที่ได้อธิบายมาทั้งหมด   จึงมองไม่ออกว่ากิจกรรมรวมคนมาทำความดีที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น  จะกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติไปได้อย่างไร  

2.คำสอนของวัดพระธรรมกาย
อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะถูกเชื่อมโยงว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ได้เลย   แต่สุดท้ายก็ถูกโยงเข้าจนได้   ถ้าหากใครได้ศึกษาแนวคำสอนของวัดพระธรรมกายอย่างถ่องแท้   จะพบว่าคำสอนของวัดพระธรรมกายล้วนอ้างอิงตามพระไตรปิฎกทั้งสิ้น   จะมีเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นที่เป็นเรื่องราวที่ไม่มีการบันทึกในพระไตรปิฎก   เพราะเป็นเรื่องราวจากคำบอกเล่าของเหล่าผู้มีรู้มีญาณ   ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอจินไตยที่ต้องอาศัยการปฏิบัติถึงจะเข้าใจเนื้อหาในส่วนนี้  

และจากการวิเคราะห์ประเด็นที่มีคนบางกลุ่ม (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายแบบสุดขั้ว)   พยายามจุดประเด็นให้คนในสังคมเข้าใจแนวคำสอนของวัดพระธรรมกายในแบบผิดๆ พบว่า...ในหลายๆ ครั้งคนกลุ่มนี้จะเลือกเอาคำสอนที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอจินไตย (เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีบันทึกในตำราและง่ายแก่การโจมตี)    แล้วใช้วิธีการ “ตัดตอนคำ & ตัดตอนคลิป” (ที่ตัวเองเห็นว่าพอจะนำมาตีประเด็นให้คนเข้าใจผิด) มานำเสนอแค่บางช่วง     (ไม่ได้ยกเนื้อหาที่แสดงถึงที่มาที่ไปของคำสอนมาแสดงทั้งหมด)    

จากนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะนำคำสอนและคลิปที่ถูกตัดตอน   มาตีความจนไม่ได้ความ!!! (คือ...ใส่ความเห็นที่เจืออคติส่วนตัวพร้อมกับตีประเด็นชี้นำสังคม) ในทำนองที่ว่า... “คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา   เพราะไม่มีบันทึกในพระไตรปิฎก   เป็นการบัญญัติคำสอนขึ้นมาใหม่   หรือเป็นสัทธรรมปฏิรูป”   เป็นต้น.  

เมื่อคนในสังคมโดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเข้าวัดพระธรรมกาย   ได้ฟังการตีประเด็นเรื่องคำสอนที่ถูกตัดตอนจากคนกลุ่มนี้แบบตอกย้ำซ้ำๆ    หลายๆ คนจึงคล้อยตามและเชื่อว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดจริงๆ    
แต่สำหรับคนที่เข้าวัดเป็นประจำ!!! จะคุ้นเคยและเข้าใจในคำสอนของทางวัดเป็นอย่างดีว่า... “ทุกคำสอนที่ทางวัดนำมาเผยแพร่   ล้วนตรงตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางเอาไว้”   เพียงแต่บางเรื่อง (โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอจินไตย)     บางครั้งก็จะลงรายละเอียดให้ทราบถึงที่มาที่ไปแบบครบถ้วนกระบวนความ (ตรงนี้คนที่เข้าวัดมาอย่างต่อเนื่องจะเข้าใจดี)   แต่บางครั้งเมื่อนำมากล่าวซ้ำ กอปรกับด้วยเวลาหรือโอกาสไม่อำนวยให้ลงรายละเอียด   ก็จะละบางช่วงบางตอนเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ    ซึ่งตรงจุดนี้แหละ!!! ที่เป็นจุดให้คนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายนำข้อมูลไปใช้ตัดตอนคำ & ตัดตอนคลิป  เพื่อนำมาโจมตีว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดเพี้ยน

และจากที่ได้อรรถาธิบายมาทั้งหมด   ข้อกล่าวหา (จากกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกาย) ที่ว่า... “วัดพระธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ”    จึงเป็นเพียงการยัดเยียด “ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและเลื่อนลอย”  เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงตามที่มีคนกล่าวหา  วัดพระธรรมกายคงไม่สามารถเจริญเติบโตและยืนหยัดอยู่มาได้ยาวนานถึงขนาดนี้   ถ้านับเวลาตั้งแต่เริ่มสร้างวัดจนถึงปัจจุบันก็เกือบครึ่งศตวรรษเข้าไปแล้ว    

และที่สำคัญ...กลุ่มคนที่สร้างประเด็นนี้ขึ้นมา   มีเจตนาก็เพียงเพื่อชี้นำและปลุกปั่นให้คนในสังคม (โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง)   รู้สึกตื่นตระหนก   เกิดความหวาดระแวงเคลือบแคลงสงสัย   และสร้างกระแสให้คนในสังคมรู้สึกเกลียดชังวัดพระธรรมกายเท่านั้น    ดังนั้น...ข้อกล่าวหาที่ว่า วัดพระธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ      จึงไม่ใช่เรื่องจริง!!! และไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน 


สุดท้ายอยากจะขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาอ่านมาจนถึงย่อหน้าสุดท้ายนี้  และขอฝากถึงทุกท่านว่า... “การจะรับข้อมูลอะไรก็ตามในโลกโซเชียล   โปรดใช้สติหยุดคิด!!! และใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลต่างๆ ให้ดี   โปรดอย่าฟังความข้างเดียวหรือเชื่อตามกระแสที่มีคนบางกลุ่มพยายามสร้างขึ้นมา   ไม่เช่นนั้น!!! ท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงได้”


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blog Archive