กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : ต่อข้อกล่าวหา...วัดพระธรรมกายเป็นพุทธพาณิชย์ ?!


 คำถาม : จริงหรือไม่ !!! ที่...วัดพระธรรมกายเป็นพุทธพาณิชย์   ชอบสอนคนให้ทำบุญเพราะอยากรวยซึ่งมันเป็นกิเลสไม่ใช่การทำบุญ   ชอบหลอกขายบุญเอาศาสนาบังหน้าเพื่อหากิน   ชอบเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ เพื่อหลอกให้คนทำบุญเยอะๆ   ถือเป็นการบิดเบือนคำสอนเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ???
คำตอบ : จากหลากหลายข้อกล่าวหาที่มีคนบางกลุ่ม (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกาย)   พยายามตีประเด็นเพื่อบิดเบือนใส่ร้ายในเรื่องการทำบุญของทางวัด   ไม่ว่าจะเป็น...วัดพระธรรมกายเป็นพุทธพาณิชย์   ชอบหลอกขายบุญ   ชอบสอนคนให้ทำบุญเพราะอยากรวยซึ่งมันเป็นกิเลสไม่ใช่การทำบุญ   ชอบเอาศาสนาบังหน้าเพื่อหากิน   ชอบเอานรกมาขู่เอาสวรรค์มาล่อเพื่อหลอกให้คนทำบุญเยอะๆ   ถือเป็นการบิดเบือนคำสอนเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง   และอีกสารพัดข้อกล่าวหาที่คนกลุ่มนี้จะคิดได้  
ถามว่า...ในความเป็นจริง!!! วัดพระธรรมกายสอนผิดบิดเบือน   หรือเป็นอย่างที่มีคนกลุ่มนี้กล่าวหาจริงๆ หรือไม่???   ถ้าใครอยากรู้คำตอบที่แท้จริง!!!   โปรดทำใจเป็นกลางๆ แล้วลองอ่านข้อมูลที่กำลังจะบอกกล่าวต่อไปนี้กันดู
ก่อนอื่นต้องขอปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาทั้งหลายทั้งมวลนี้!!!   วัดพระธรรมกายไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาเลยแม้แต่น้อย   จริงอยู่ที่ทางวัดมีโปรเจคท์งานบุญอยู่อย่างต่อเนื่อง   เหตุก็เป็นเพราะว่า...ทางวัดจำเป็นต้องใช้เงินเพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก   อีกทั้งยังต้องใช้เงินเพื่อการก่อสร้างศาสนสถานสำหรับรองรับสาธุชนที่มาแสวงบุญที่วัด   ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที   
ด้วยเหตุนี้...การระดมทุนเพื่อนำเงินมาใช้ในงานเผยแผ่พระศาสนาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้   เพราะทุกอย่างบนโลกล้วนมีค่าใช้จ่ายไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ   และในจุดนี้เอง!!! จึงถูกคนบางกลุ่ม (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่เคยมาที่วัดแถมยังมีอคติกับทางวัด)   ตีประเด็นเพื่อให้คนมองว่าวัดพระธรรมกายเป็นพุทธพาณิชย์   ซ้ำร้ายบางคนยังตีประเด็นเรื่องการระดมทุนของทางวัดด้วยใจอคติแบบดิ่งเหวว่า...เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากความศรัทธาของสาธุชน   เอาศาสนาบังหน้าเพื่อหากิน   ซึ่งจากข้อกล่าวหาที่กล่าวมา   ถ้าใครเข้ามาแสวงบุญที่วัดเป็นประจำ   ก็จะรู้ว่าวัดพระธรรมกายเป็นวัดเผยแผ่เชิงรุกที่เน้นการปฏิบัติธรรม  งานระดมทุนใดๆ ก็เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
ที่สำคัญ...ถึงแม้ทางวัดจะมีวลีชักชวนคนที่มาทำบุญว่า... “ปิดบัญชีทางโลกเพื่อเปิดบัญชีทางธรรม”   แต่ทางวัดก็เน้นย้ำสาธุชนที่มาทำบุญที่วัดอยู่ตลอดว่า... “ให้สาธุชนทุกคนดำเนินรอยตามการสร้างมหาทานบารมีของพระบรมโพธิสัตว์ รวมถึงเหล่าบัณฑิตในกาลก่อน   คือให้ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชา (ซึ่งก็คือทำบุญตามหลักทานสมบัติ 3) เพราะเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ไม่ใช่หากันได้ง่ายๆ   ทำแล้วต้องเกิดความปลื้มปีติใจ  ทำแล้วจิตต้องผ่องใส   ทำแล้วต้องไม่เกิดความเดือดร้อนหรือทำให้เกิดความทุกข์ใจทั้งต่อตัวเองและคนในครอบครัว   ให้ทำเต็มกำลังเท่าที่ตัวเองสามารถจะทำได้   ไม่ต้องถึงขนาดไปกู้หนี้ยืมสินมาทำบุญ   ถ้าใครมีกำลังทรัพย์ไม่พอ!!! แต่มีความปรารถนาอยากจะทำบุญมากกว่าทรัพย์ที่ตัวเองมี   ก็ให้ใช้กำลังกายและกำลังใจของเราไปประกอบเหตุสร้างบุญด้วยการออกไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร    ชักชวนหมู่ญาติและคนที่เรารู้จักให้มาร่วมบุญสร้างทานบารมีร่วมกันกับเรา”
จากที่กล่าวมาข้างต้น   นี่คือหลักการทำบุญที่วัดพระธรรมกายแนะนำสาธุชนมาโดยตลอด   แต่คนทั่วไปที่ไม่เคยมาวัดอาจไม่เคยได้ยิน   เพราะโดยปกติกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายมักจะตัดตอนข้อมูลที่เป็นหลักคำสอนสำคัญเหล่านี้ทิ้งไป   จะเหลือก็แต่ประโยคหากินที่ว่า “ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก” ถึงแม้บางคนจะรู้ทั้งรู้!!! แต่ก็มิวายที่จะนำมาบิดประเด็นให้คนเข้าใจแนวทางการทำบุญของวัดพระธรรมกายแบบผิดๆ
หรือในส่วนของคำว่า “รวย” ที่กลุ่มคนที่มีอคติหรือพวกไม่รู้จริงชอบเอามาตีประเด็น  จริงๆ มันก็แค่คำที่มีความหมายดีๆ คำหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้กับสาธุชนที่อุตส่าห์เสียสละทรัพย์มาร่วมบุญกับทางวัด   ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้   เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ   ดังนั้น...คำพูดที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้คนอยากทำความดี   หรือคำอวยพร (เช่น. พระให้พรโยมว่า...ขอให้รวย   เป็นต้น.)   จึงถือเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้กับคนที่เขาอยากสร้างทานบารมี   ถามว่า...ถ้าไม่ใช้คำว่า “ทำบุญแล้วรวย”  จะให้ใช้คำว่า “ทำบุญแล้วจน” หรือ “ทำบุญแล้วไม่ได้อะไรเลย!!!” อย่างนั้นหรือ ???
และที่สำคัญ...คำว่า “รวย” ในที่นี้   ทางวัดมุ่งเน้นให้เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญสร้างบารมี   ไม่ได้มุ่งเน้นให้ทำบุญด้วยจิตที่หวังผลให้รวยแบบเจือกิเลสทางโลกเหมือนอย่างที่คนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกาย   หรือคนที่ไม่รู้จริงแต่พยายามอวดรู้ชอบนำมาตีประเด็น   
เพราะฉะนั้น...คำว่า “รวย” ของทางวัด   จึงไม่ใช่การเพิ่มกิเลสให้คนที่มาทำบุญเกิดความโลภ   แต่เป็นการตั้งผังชีวิตด้วยผลแห่งทานบารมีที่แต่ละคนสั่งสมเอาไว้   เพราะถ้าเราตั้งใจทำทานอย่างถูกหลักวิชชาจนบุญได้ช่องส่งผลให้เราเป็นผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมากมาย (เหมือนอย่างเรื่องราวของมหาทุคตะ)   ก็จะทำให้เส้นทางการสร้างบารมีของเราทั้งในภพชาตินี้และภพชาติต่อๆ ไปสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้น
มาถึงตรงนี้!!! หลายคนคงแปลกใจและรู้สึกสงสัยว่า...ท่ามกลางกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องการทำบุญของวัดพระธรรมกาย   แต่ทำไม!!! คนที่เข้าวัดพระธรรมกาย (ซึ่งมีอยู่ทุกระดับชั้น)    ถึงไม่รู้สึกหวั่นไหวและยังคงร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อร่วมบุญกับทางวัดกันเป็นจำนวนมาก   สาเหตุที่แท้จริงนั้น!!! ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาถูกล้างสมอง  ถูกหลอก  หรือคิดเพียงแค่ว่า บริจาคมากแล้วจะได้บุญมากๆ แต่อย่างใด   แท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสาธุชนทุกคนถูกปลูกฝังให้รักในการสร้างบารมีและหวงแหนพระพุทธศาสนายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด    ดังนั้น...อะไรก็ตามที่เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญสร้างบารมีและเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา   พวกเขาจะทุ่มเททำกันอย่างเต็มที่ชนิดที่เรียกว่า “เอาชีวิตเป็นเดิมพัน” กันเลยทีเดียว     นอกจากนี้เมื่อพวกเขาเห็นว่า...วัดเอาเงินที่พวกเขาบริจาคไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติและพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย   พวกเขาจึงยิ่งเต็มใจและรู้สึกปลื้มปีติใจที่ได้มีส่วนในการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ของทางวัด   
ดังนั้น...เวลาที่วัดมีโครงการใดๆ ขึ้นมาก็ตาม (เช่น...โครงการอุปสมบทหมู่ 1 แสนรูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย , โครงการตักบาตรพระ 2 ล้านรูปทั่วไทย  เป็นต้น)  รวมถึงมีการก่อสร้างศาสนสถานเพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและฟื้นฟูศีลธรรมให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้   สาธุชนเหล่านี้ก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เต็มกำลัง
แล้วเมื่อพวกเขานำเงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบากจากอาชีพที่สุจริต (ซึ่งเป็นวัตถุบริสุทธิ์)  มาทำบุญด้วยเจตนาบริสุทธิ์  คือ สละความตระหนี่ออกจากใจ   สละทรัพย์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา...ด้วยความเต็มใจ ตั้งใจ และปลื้มปีติใจ   อีกทั้ง...ผู้รับก็มีศีลบริสุทธิ์และตัวพวกเขาเองก็ตั้งใจรักษาศีล 5 ศีล 8 ให้บริสุทธิ์ (ซึ่งก็คือ...บุคคลบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ)   จึงถือเป็นการทำบุญครบองค์ประกอบแห่งทานสมบัติทั้ง 3 ประการ   อานิสงส์หรือผลบุญที่จะได้รับจึงมีกำลังมาก   เมื่อบุญได้ช่องส่งผลจนทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   พวกเขาจึงยิ่งเชื่อมั่นและรู้สึกศรัทธาในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและรักในการทำทานมากยิ่งขึ้น   แต่อย่างไรก็ตาม!!! วัดพระธรรมกายมิได้สอนหรือเน้นแค่เรื่องการทำทานแต่เพียงอย่างเดียว   การรักษาศีลและเจริญภาวนาในหลัก บุญกิริยาวัตถุ 3  วัดพระธรรมกายก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
ดังนั้น...เมื่อที่สุดแห่งเป้าหมายคือพระนิพพานซึ่งยังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล     คนที่เป็นลูกศิษย์ของวัดพระธรรมกายจึงมุ่งมั่นและตั้งใจสั่งสมบุญทุกบุญอย่างเต็มที่เต็มกำลัง   เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลบุญเหล่านี้เป็นเสบียงบุญติดตัวไปสร้างบารมีข้ามภพข้ามชาติจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน   
ใครก็ตามที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเห็นแล้วว่า...คำสอนเรื่องการทำทานของวัดพระธรรมกายล้วนเดินตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น   ไม่ได้คิดขึ้นมาเองหรือบิดเบือนคำสอนเพื่อหลอกให้คนมาทำบุญอย่างที่กลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายกล่าวหา
สุดท้ายนี้ก่อนจาก!!! ขอถามกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายกลับสักหน่อยว่า “บริจาคมากทำไมต้องมีปัญหาด้วย”
อันที่จริงใครเขาจะบริจาคมาก บริจาคน้อย ก็เงินของเขา  เขาหามาได้เขาก็มีสิทธิ์ใช้โดยชอบธรรมมิใช่หรือ ???

แปลกนะ!!! มีคนตั้งมากมายเอาเงินไปถลุงกับอบายมุข  (เช่น...เอาเงินไปซื้อเหล้า , เอาเงินไปเล่นการพนัน  เป็นต้น)  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของปัญหาครอบครัว  ไล่เรื่อยไปจนถึงปัญหาระดับสังคม  และประเทศชาติบ้านเมือง   แต่กลับไม่เห็นจะมีใครออกมาต่อต้านอะไรเลย   แล้วทำไมคนที่ทุ่มเทสร้างบุญสร้างกุศล  ทำความดีเพื่อส่วนรวม  สละปัจจัยส่วนตัวมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  สร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคม  กลับเป็นประเด็นให้คนบางกลุ่มตั้งคำถาม  พาให้คนในสังคมเกิดความสงสัยและออกมาต่อต้านในการทำความดีของคนที่เข้าวัดซะงั้น   ไม่คิดไม่แปลก  แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก!!!   ทำไมไม่ลองเปิดใจยอมรับการทำความดีของคนอื่นดูบ้าง  ถึงแม้แนวทางอาจจะไม่ใช่ในแบบที่เราคุ้นเคยก็ตาม  แต่ถ้าเรายอมรับในความต่างนั้นสักนิด  ไม่มัวแต่จับผิดหรือมองกันในแง่ร้ายและไม่โจมตีว่าร้ายกัน  สังคมจะสงบสุขขึ้นกว่านี้อีกเยอะเลย       

3 ความคิดเห็น:

  1. ก่อนจะถวายทานใดๆ ทางวัดจะให้รับศีลก่อนที่จะถวายอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องขอโยมผู้ที่ถวายแล้ว หลวงพ่อท่านไม่ได้
    ไปรับรู้ด้วยว่าโยมไปขโมยใครมา แล้วจึงนำมาถวายท่าน

    ตอบลบ
  2. เอาเรื่องเก่ามาทำใหม่ ทุกคน

    ตอบลบ
  3. เอาเรื่องเก่ามาทำใหม่ ทุกคนรู้หมดแล้ว

    ตอบลบ

Blog Archive