กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : ทำไมวัดพระธรรมกายจึงต้องขยายพื้นที่วัดให้กว้างมากนัก





คำถาม: เพิ่งจะมาวัดนี้เป็นครั้งที่ 3 อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมทางวัดพระธรรมกายต้องขยายพื้นที่อีก ในเมื่อที่นี่ก็กว้างขวางใหญ่โตพอแล้วหลวงพ่อช่วยชี้แจงเหตุผลด้วยครับ?

คำตอบ: การขยายพื้นที่ข้างวัดออกไป ตอนนี้ขยายไปประมาณ 1000 ไร่ (ธันวาคม 2528) ตามโครงการกะว่าจะให้มีพื้นที่ประมาณ 2000-2500 ไร่ ถามว่าเอามาทำไม ก็เอามาปลูกป่่าให้พวกเราปักกลด ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมกันสำหรับท่านที่เพิ่งมาใหม่ครั้งนี้ อาจจะมองไม่ออกว่าคนมาเท่านี้เอาพื้นที่เพิ่มมาเป็นพันไร่ทำไม ก็คงต้องรอให้นักศึกษาเปิดเทอม ก่อนแล้วจะรู้จำนวนคนที่มาวัดตามปกติ คือเท่าไหร่ จากสถิติที่เราจะเอาไว้ตลอดเวลา พบว่าช่วงที่เปิดเทอมแล้ว ทุกๆ วันอาทิตย์อย่างน้อยๆ วันอาทิตย์ธรรมดาจะมีคนมาวัดประมาณ 2500-3000 คน ถ้าวันอาทิตย์ต้นเดือนจะประมาณ 4000 คนขึ้นไป (ตัวเลขต่างๆ เก็บข้อมูลในปี 2529)

          ทำไมมามากขนาดนี้ ขอบอกว่าที่จริงแล้ว คนอยากรู้ธรรมะ อยากปฏิบัติธรรม อยากจะทำความดีมีมาก แต่เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าวัดอื่นๆ เขาไม่สอนนะ ที่สอนก็มี แต่เนื่องจากใน กรุงเทพฯ หรือรอบๆ กรุงเทพฯ พื้นที่ของวัดมีน้อย เมื่อก่อนนี้อาจจะมีมาก แต่เดี๋ยวนี้ถูกตึกแถว ถูกอาคารร้านค้ารุกเข้าไปมาก วัดในกรุงเทพฯ จะขยับขยายพื้นที่สำหรับอบรมคนคราวละมากๆ ก็ลำบาก แล้วยิ่งถ้า วัดนั้นอยู่ในย่านการค้า ย่านธุรกิจ มีศูนย์การค้าอยู่ใกล้ๆ คนที่ตั้งใจมาวัด ประเดี๋ยวก็มาไม่ถึงวัดกันหรอก ไปเดินช้อปปิ้งเสียแล้ว

        วัดพระธรรมกายอยู่ชานเมือง คนกรุงเทพฯ ไปมาสะดวก ก็มากันมาก พอคนมาวัดมากๆ ก็ต้องมีพื้นที่ให้เขานั่ง ให้เขาเดิน ยิ่งคนมามากก็ยิ่งต้องเตรียมพื้นที่มากเป็นธรรมดา แล้วก็ต้องปลูกต้นไม้ ให้มีความร่มรื่น เย็นสบาย และต้องประกอบกับมีการเทศน์การสอนที่ดีด้วยนะ

        ในระยะ 10 ปีแรก (พ.ศ. 2514-2524) ประชาชนมาวัดพระธรรมกายอย่างมากในวันอาทิตย์ประมาณ 400-500 คน ก็มีอยู่เท่านั้น ถ้าวันอาทิตย์ต้นเดือนก็ประมาณหนึ่งพันกว่าคน เราลงมือสำรวจออกแบบสอบถามสารพัด ก็ได้ความว่า ที่มา 400-500 หรือ แค่พันเดียวในวันอาทิตย์ต้นเดือน เพราะว่าไม่สะดวกหลายประการ เช่น

        ประการที่ 1 เรื่องรถ ที่ไม่สะดวกหมายถึงต้องต่อรถมาหลายต่อ ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้สูงอายุพอต่อรถหลายต่อก็ไม่สะดวกแล้ว ส่วนเด็กโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่ไม่สะดวก เพราะไม่มีค่ารถ ถามว่าอยากมาวัดไหม? อยากมา แต่ว่าไม่มีค่ารถ

        ประการที่ 2 ไม่มีค่าอาหารกลางวัน โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาเขาโน้ตแถมมาว่า ถ้าหลวงพ่อจัดรถแล้ว จัดอาหารกลางวันให้ด้วยก็จะมา ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อตอนสมัยเป็นนิสิตนักศึกษา เคยมีสภาพอย่างนี้มาก่อนเหมือนกัน ที่บ้านหลวงพ่อไม่ร่ำรวยอะไรหนักหนา ตอนเรียนก็ต้องกระเบียดกระเสียร พอสิ้นเดือนทีจะมีแค่เงินติดกระเป๋าอยู่ 10-20 บาท เป็นค่ารถกลับบ้าน ไปขอเงินเดือนใหม่สำหรับมาใช้เดือนต่อไป ก็มีอยู่แค่นั้น ตรงกับที่เด็กเขาบ่นมา เพราะมีหัวอกเดียวกัน เลยต้องจัดรถให้ พร้อมกับมีอาหารกลางวันให้ด้วย

        พอเราแก้ได้ถูกจุดอย่างนี้ จำนวนคนมาวัดก็เพิ่มขึ้น จากอาทิตย์ธรรมดา 400-500 คน ก็เพิ่มพรวดขึ้นมาเป็น 2000 ถึง 2500 คน อาทิตย์ต้นเดือนเพิ่มจากพันเศษๆ เป็น 3000 ถึง 3500 และ 4000 บางทีกว่า 4000 คนขึ้นไป แสดงว่าไม่ใช่คนไม่อยากเข้าวัด ไม่ใช่เด็กไม่อยากเข้าวัด เขาอยากเข้า ถ้าวัดนั้นได้ปรับสภาพภายในวัดดีพอ และอำนวยความสะดวกในการมาวัดให้บ้าง เมื่อวัดพระธรรมกายแก้ปัญหาได้ถูกจุด จัดรถ จัดอาหารให้ เขาก็พากันมาเข้าวัดมากมาย จนต้องขยายพื้นที่เพื่อรองรับให้ทันท่วงที


        เยาวชนเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เป็นกำลังความคิด กำลังสติปัญญา เป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาของชาติ ถ้าเราไม่เร่งปลูกฝังคุณความดีให้เขา ไม่เตรียมอะไรไว้ให้เขา ในขณะที่เขาเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เขามีกำลัง แต่ไม่มีปัญญา ไม่มีคุณธรรมกำกับ อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไรหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรมความดีให้เยาวชน เป็นหน้าที่ของทุกคน รวมทั้งของวัดพระธรรมกายด้วย เราจึงไม่ท้อถอย แม้จะถูกโจมตีจากผู้ที่ไม่เข้าใจ และไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ ก็ตาม

Cr. หลวงพ่อตอบปัญหา
พระราชภาวนาจารย์ (เผด็จ ทตฺตชีโว)
www.dmc.tv





0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blog Archive