กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

"คนเราเกิดมาทำไม!" ตอบง่ายๆ ว่า... !

คำถาม:

กราบเรียนถามหลวงพ่อครับว่า ถ้าจะบอกคนข้างนอกที่ยังไม่ได้เข้าวัดว่า
คนเราเกิดมาทำไม
 เราจะมีวิธีการที่จะบอกให้เขาได้เข้าใจอย่างง่ายๆ ได้อย่างไรครับ


คำตอบ:

คนเราเกิดมาทำไม ถ้าเราจะตอบตามคติของพระพุทธศาสนาว่า เกิดมาเพื่อกำจัดกิเลสให้หมดไป ทำพระนิพพานให้แจ้ง ผู้ที่เข้าวัด เวลาถูกญาติโยมถามธรรมะ มักจะตอบรวบยอดกันอย่างนี้เลย
ถ้าตอบอย่างนี้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยเข้าวัด เขาก็คงบอกว่า “ต่างคนต่างไป กลับบ้านตัวเองดีกว่า”

แต่สำหรับวันนี้ ตอบกันง่ายๆก็แล้วกัน คนเราเกิดมา มีเป้าหมายของชีวิตอยู่  3 ระดับ
1.ภาษาชาวบ้าน ก็บอกว่า มีเป้าหมายบนดิน
2.สูงขึ้นไปอีกหน่อย มีเป้าหมายบนฟ้า
3.เป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนก็ตาม
โดยธรรมชาติแล้ว คือ
 
เป้าหมายเหนือฟ้า


เป้าหมาย 3ประการนี้เป็นอย่างไร กล่าวคือ ในบรรดาชาวโลกทั่วไปที่ยังไม่ได้เข้าวัด ประการแรก สิ่งที่ควรจะต้องแนะนำเขาอย่างมาก ให้เขารู้ว่า เป้าหมายของเขานั้น คือ ยืนหยัดบนขาตัวเองให้ได้ รับผิดชอบตัวเองให้ได้

พูดง่ายๆ ตั้งฐานะของตัวเองให้ได้นั่นเอง ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของใคร จะต้องเลี้ยงตัวของเราให้ได้ มีอาชีพที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสัมมาอาชีวะ เลี้ยงตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระแก่สังคม
ถ้าเจอใครที่เขายังตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้ ก็ต้องคุยกับเขาว่า เป้าหมายชีวิตของคนเรา เกิดมาอย่างน้อยต้องตั้งฐานะของตัวเองให้ได้

เมื่อใดที่บุคคลดังกล่าว เขาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ มั่นคงขึ้นมาแล้ว ค่อยบอกเขาเป็น ประการที่2 ว่า...เกิดมาเป็นคนนั้น จะแค่ทำมาหากิน เลี้ยงชีพได้ ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ยังไม่พอ นั่นเป็นแค่เบื้องต้น ชั้นประถม หรือชั้นอนุบาลก็ว่าได้

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น...เนื่องจากว่า คนเราตายแล้วมันไม่สูญ มันยังมีชีวิตหลังความตาย ยังมีนรกมีสวรรค์อยู่หลังความตายอีก เพราะฉะนั้น นอกจากตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้แล้ว ต้องเตรียมปิดนรกแล้วก็เปิดสวรรค์ให้ตัวเองด้วย

ซึ่งการที่จะบอกใครว่า “ให้ปิดนรก เปิดสวรรค์ให้ตัวเองให้ได้”_ถ้าเขายังหาเช้ากินค่ำอยู่ ยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่ เราคุยกับเขาตรงนี้ยังยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม สนับสนุนให้เขาตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้ แล้วพอเห็นว่า มีแววตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็เริ่มพูด เริ่มแนะให้เขารู้ว่า ชีวิตหลังความตายยังมี แล้วเมื่อเขาเริ่มสนใจ ก็เริ่มขยายความให้เขาฟังว่า “ปิดนรกทำอย่างไร เปิดสวรรค์ทำอย่างไร”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ ถ้าจะปิดนรกให้ได้นั้น คนเราจะต้องหัดทำใจให้ใสให้เป็น เพราะว่าถ้าใจไม่ใส ใจยังขุ่นล่ะก็ นรกจะเปิดรอท่าอยู่ เอาว่าใจใสเลิกขุ่นกันได้แล้ว สวรรค์จะเปิดรอท่าอยู่

จากนั้น ค่อยขยายความ เมื่อเห็นว่า จังหวะได้ที่แล้ว เขาไม่เดือดร้อนในเรื่องทำมาหากินจนเกินไปแล้ว ก็บอกเขาเลยว่า คนที่จะปิดนรกให้ตัวเองได้นั้น

1.ต้องศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพูดง่ายๆ หัดฟังเทศน์ ฟังธรรมไว้บ้าง
2.ต้องหัดรักษาศีลกันบ้าง ถ้าไม่รักษาศีล เดี๋ยวจะไปทำกรรมชั่ว กรรมไม่ดีเข้า วันธรรมดา รักษาศีล5 ให้ได้ เริ่มแรก ทีละข้อสองข้อ หนักเข้า หนักเข้า เข็นให้ครบ 5ข้อให้ได้ ในที่สุดก็จะทำได้
3.มีศีลแล้วยังไม่พอ ต้องรู้จักทำบุญทำทานเสียบ้าง ตั้งแต่โตขึ้นมา เอาแต่ทำมาหากินอย่างเดียว มีแต่เอาผลประโยชน์จากโลกมาใส่ตัวอย่างเดียว มันไม่ได้ มันต้องให้กับโลกบ้าง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ชวนเขาทำทาน จะทำทีละน้อย หรือทีละมาก ก็ทำเถอะ จะทำบุญทำทานกับศาสนา หรือจะทำบุญทำทานสงเคราะห์โลก ได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากัน ขอให้ทำ

เมื่อเขามีศรัทธาในพระศาสนามาตามลำดับ รักษาศีลได้มั่นคงขึ้นมาตามลำดับ รู้จักทำทาน รู้จักเสียสละ รู้จักให้ต่อสังคม ให้กับโลกนี้มาตามลำดับ แล้วเราก็เพิ่มพูนให้เขาไปเรื่อยๆ ชวนมาวัด มาทำสมาธิ(Meditation) มาทำภาวนาเรื่อยๆไป ก็เป็นการเพิ่มพูนปัญญาทางธรรมให้แก่เขา ถ้าทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ปัญญาทางธรรมก็จะเกิด

เมื่อพอมีแววว่า ตั้งเนื้อตั้งตัวก็พอได้พอสมควร มีความเชื่อ มีความมั่นใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแล้ว ประการที่3 ค่อยไปชวนไปนิพพาน เป้าหมายสุดท้าย ไม่ใช่เจอหน้าใครก็ชวนไปนิพพานดะไปเลยล่ะก็ เดี๋ยวจะผิดหวัง เพราะเราหวังผิดๆไป
มองภาพตรงนี้ชัดๆ แล้วค่อยๆป้อนธรรมะไปทีละคำ เหมือนป้อนข้าวป้อนนมเด็กไปทีละคำ ทีละอึก อย่างนั้น เดี๋ยวเขาก็ไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตได้ โดยไม่ยากจนเกินไป




โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)

เรียบเรียง จาก รายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
www.dmc.tv
------------------------------









0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น