กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความเสียหายของสหกรณ์ เป็นปัญหาการบริหารเงินผิดพลาดในสหกรณ์ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเลย!!!

ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฟอกเงิน
ยักยอกทรัพย์ และรับของโจรนั้น
ต้องมีการพิสูจน์ 6 ประเด็น คือ


1. ผู้เสียหายสงสัยใคร มีมูลเหตุหรือไม่

2. เงินถูกยักยอกออกไปจริงหรือไม่


3. เงินที่ยักยอกออกมาถูกใช้จ่ายไปทางไหน 


4. วิธีการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ปกปิดอำพรางหรือไม่


5. คนรับเงินสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ 


6. เงินที่รับมาเป็นก้อนเดียวกับที่ยักยอกมาหรือไม่

ในประเด็นปัญหาเหล่านี้
ถ้าหากติดตามกันตั้งแต่แรกจะพบว่า... 






            1. สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ไม่ได้สงสัยว่า
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายเป็นผู้ยักยอกเงิน
เพราะไม่พบหลักฐานใดๆ ที่เป็นผู้นำเงินออกมา

และไม่เคยมีการทำนิติกรรมสัญญา
หรือธุรกรรมการเงินร่วมกันแม้แต่บาทเดียว
อีกทั้งในความเป็นจริง วัดก็ไม่มีความจำเป็น
จะต้องไปโกงเงินสหกรณ์ เพราะวัดอยู่ได้
ด้วยฐานสมาชิกของตัวเองมานานแล้ว
ตั้งแต่ก่อนที่สหกรณ์จะมีการก่อตั้งขึ้นมาเสียอีก


              2. เงินสหกรณ์ที่ถูกสงสัยว่ามีการยักยอกไปนั้น
ถูกนำออกไปในลักษณะการปล่อยกู้ให้แก่ "สมาชิก"
ที่ไม่ได้ถือหุ้นและมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารเงินภายในสหกรณ์

ผู้ที่เกี่ยวข้องได้จึงมีแต่ผู้บริหารสหกรณ์เท่านั้น
คนนอกไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ ความเสียหายนี้
จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย

              3. เงินสหกรณ์ที่มีการปล่อยกู้ออกไปนั้น
มีการปล่อยกู้ให้หลายคน แต่ละคนก็ใช้จ่ายไปหลายทาง
คุณศุภชัยอยู่ใน 2 ฐานะ คือ ผู้อนุมัติเงินกู้ และผู้กู้เงินเอง

เงินที่คุณศุภชัยกู้มาเองก็ถูกนำไปใช้หลายทาง
และมีส่วนหนึ่งนำมาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย
ซึ่งคุณศุภชัยก็มาในฐานะญาติโยมคนหนึ่ง
ที่มาทำบุญตามปกติ โดยทางวัดเองก็ไม่ทราบว่า
คุณศุภชัยได้เงินมาอย่างไร
เพราะวัดไม่มีสิทธิ อำนาจ หน้าที่
ในการตรวจสอบการเงินของญาติโยม
ซึ่งเป็นเรื่องดูหมิ่นศรัทธา ผิดมารยาท
ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และผิดกฎหมาย

             4. หลวงพ่อวัดพระธรรมกายอยู่ในฐานะผู้รับบริจาค
อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ไม่ทราบที่มาของเงิน
ไม่มีการปกปิดเส้นทางการเงิน ไม่เกี่ยวข้อง
กับการบริหารสหกรณ์ ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมา

ไม่ได้เป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย และสหกรณ์เอง
ซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ก็ไม่เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่รัฐ
กล่าวหาว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย




            5. คำพิพากษาของศาลแพ่งในวันที่ 25 พ.ย. 59
ยืนยันว่า ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
เป็นปัญหาการบริหารเงินผิดพลาดในสหกรณ์
ที่มีอดีตผู้บริหารสหกรณ์เกี่ยวข้อง 18 คน
ซึ่งก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเลย

(http://www.matichon.co.th/news/373353)
ประเด็นนี้ก็เท่ากับว่า "คำพิพากษาของศาลแพ่ง"
ตรงกับ "คำพิพากษาศาลปกครอง" นั่นคือ
ความเสียหายของสหกรณ์นั้น เป็นความผิดพลาด
ที่เกิดจากการบริหารภายในสหกรณ์เอง
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยเงินกู้อย่างผิดระเบียบ
จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง


จากคำพิพากษาทั้งสองศาลนี้ก็เท่ากับว่า
ความเสียหายของสหกรณ์นั้นไม่ได้เกิดจาก
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายแม้แต่บาทเดียว





ขณะเดียวกัน ในช่วงที่สหกรณ์เกิดปัญหานี้
วัดพระธรรมกายยังเป็นเพียงบุคคลกลุ่มเดียวในประเทศนี้
ที่ช่วยเหลือให้สหกรณ์ไม่ล้มละลายอยู่ในขณะนี้


ดังนั้น การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
กับบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสหกรณ์
จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกกฎหมาย และไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง

และเป็นการแสดงให้เห็นว่า "เจ้าหน้าที่รัฐ"
มี "เจตนาตั้งแต่ต้น" ที่จะกลั่นแกล้ง "ประชาชาชน"
ให้มีความผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาเห็นอาการป่วย
ของหลวงพ่อวัดพระธรรมกายด้วยตาของตัวเองแล้ว


--------------------------------------------------------------
27 พฤศจิกายน 2559
02.02 น.
Cr. PTT
https://www.facebook.com/tchinungkuro/posts/1418687714826693



คำวินิจฉัยศาลปกครองสะเทือนถึงคดีวัดพระธรรมกาย (ตอนที่ 1)
คำวินิจฉัยศาลปกครองสะเทือนถึงคดีวัดพระธรรมกาย (ตอนที่ 2)


for more information :
กรณีธรรมกาย ข้อมูล หลักฐาน วัดพระธรรมกาย สถานการณ์พระพุทธศาสนา



PLEASE! STUDY!
27 พศจิกายน 2559
ชาวศิวิไลซ์ 




0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blog Archive