กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : วัดพระธรรมกาย : มองต่าง...น่ากลัวสำหรับใคร ?

 


            เรื่องราวของ วัดพระธรรมกาย ลากยาวมากว่า 20  ปี  ตั้งแต่ ได้ยินชื่อนี้มา
วันนี้จะไม่มานั่ง  แจง กรณีๆ ใดๆ ที่  สื่อทุกค่าย  กับ คนพาล 
และมือที่มองไม่เห็น กำลังมะรุมมะตุมกัน   
ใครจะหาบาปใส่ตัวก็สุดแล้วแต่สติปัญญาสัมปชัญญะละครับ !  

            เรามา
มองทะลุม่านมายาสื่อทั้งหลายแหล่และหลายแหลกเหล่านั้น
            มองดู  ผลงาน ของ  วัดพระธรรมกาย  แล้ว เอาไปนึกตรึกตรองกันดูครับ ว่า .... 

            ตกลง วัดนี้  น่ากลัวสำหรับใคร กันแน่
?
ก่อนเริ่ม แนะนำตัวชัดๆ ครับ 
ผมเป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หรือเปล่า ?
ตอบครับ ผมศิษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อใน กฎแห่งกรรม ครับ
!
           
เชื่อว่า  ทำดี  ได้ดี,  ทำชั่ว  ได้ชั่ว

เข้าเรื่องครับ 
1.  วัดพระธรรมกายสอนอะไร ?  คำถามนี้ จะตอบว่า ทำไมคนจึงมาวัดพระธรรมกาย
อย่างต่อเนื่อง และมากมายขึ้นเรื่อยๆ   หลักๆ เลยครับ ที่ผม จับประเด็นแบบค้นอดีตย้อนหลัง 46  ปี
            1.1 สอน 3  เรื่อง ครับ 
            ทาน  และ อานิสงส์ของการให้ทาน
            ศีล  และ อานิสงส์ของการรักษาศีล
            สมาธิ  และ อานิสงส์ของการเจริญสมาธิ

            1.2  สอนตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน คือ
อนุปุพพิกถา
คือ การแสดงธรรมตามลำดับ  เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟัง ให้พร้อมรับธรรมะขั้นสูงขึ้นตามลำดับ  
มี  5  ประการ
๑. ทานกถา กล่าวคือทาน หมายถึง ชี้แจงแสดงคุณเรื่องการให้ทานและอานิสงส์ของการให้
๒. สีลกถา กล่าวคือศีล หมายถึง อธิบายให้เข้าใจคุณเรื่องการรักษาศีลและอานิสงส์ของการรักษาศีล
๓.  สัคคกถา กล่าวคือสวรรค์ หมายถึง การสาธยายคุณเรื่องสวรรค์ ซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น

( ข้อ 3 นี้ ... ผมข้อ ตั้งประเด็นอย่างนี้นะครับว่า... สำหรับคนที่ก่นด่าว่า ... วัดนี้เอาสวรรค์มาล่อ!!!...
แล้วคุณ...จะว่าอย่างไร ในกรณี อนุปุพพิกถา  ครับ ... พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับ ... ขอให้คิดให้ดี!!!
... ผมไม่เคยเข้าข้างใครครับ ... ผมว่าตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า !!! ) 

๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม หมายถึง การพรรณนาโทษเรื่องของกามว่า
แม้จะเป็นความสุข แต่ก็มีความทุกข์เจือปน

๕. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการออกจากกาม หมายถึง การพรรณนาถึงการออกจากกามและอานิสงส์ว่าเป็นความปลอดโปร่ง เพื่อน้อมใจให้เกิดฉันทะในการแสวงหาความสุขแท้จริง คือ ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา

            ส่วนรายละเอียดการสอนนั้น  เขาแจงกันละเอียดจริง ๆ ครับ  ด้วยตาและด้วยใจที่ผมเฝ้าดูมา ...  นับตั้งแต่ เจ้าอาวาส  รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร สาธุชน .....
จะให้ความสำคัญเรื่อง ของความสะอาด  ความมีระเบียบ และมีวินัย  อย่างเข้มข้น  

            สะอาดขนาดไหน?  เอาว่าสะอาดตั้งแต่โถส้วม  ยันที่นอน  หัวจรดเท้า เสื้อผ้า  ทุกอย่างต้องสะอาด เรียบร้อย และความประพฤติต้องมีวินัย   
...  ก็คนที่มันมีวินัย  ที่ฝรั่ง  ญี่ปุ่น เข้ามีกันละครับ
มีคนไทยพันธ์มีระเบียบวินัย  ที่วัดพระธรรมกาย
!!!  … 

            ก็ในเมื่อทรัพยากรแรก คือ มนุษย์ มันได้คุณภาพขนาดนั้นแล้ว  ...

ผมไม่สงสัยเลย ว่าทำไม  วัดพระธรรมกาย จึงสามารถทำงานพระศาสนา
ระดับประเทศ ระดับโลกได้  ระดับที่ ชาวบ้านตะลึง อยู่เรื่อย !
แล้วคนทั้งประเทศไทยที่สบายสบายคือไทยแท้  ก็ไม่เข้าใจว่า ... ทำได้ยังไง ?  ...
            แล้ว เราก็ทำความเข้าใจ หรือเชื่อเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า... ที่เห็นมากันเยอะๆ เนี้ยะ  จ้างกันมา
!!!
           
ผมถึงไม่สงสัยอีกละครับ  ว่า ทำไม ประเทศไทยชัยโย  จึงอยู่ในโลกที่ 3 นิรันดร์!
           
พูดแบบนี้เหมือนด่าตัวเอง  เปล่าครับผมพูดความจริงที่ผมเห็น  ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคำด่า!

            เรื่องของความสะอาด  มีระเบียบ  มีวินัย  แปลให้เห็นชัด มันก็คือ  ศีล  นั้นแหล่ะครับ
            ผมถามสั้นๆ ครับ  ซึ่งแม้แต่แมว มันก็ตอบได้
            ถาม
คนมีศีล ดีไหมครับ ? ... คุณก็ตอบได้ครับ !

คราวนี้ ... แล้ว ไอ้เรื่อง สอนผิด สอนเพี้ยน สอนบิดเบือน นั้นหล่ะ  
ข้อนี้  ผมเห็น นักวิชาการ แต่ละคนออกมาแสดงความคิดเห็น ก่นด่าวิจารณ์กันซะมันปาก!
ผมขอถามอย่างไม่เข้าข้างวัดพระธรรมกาย  นะครับ  ... เอาคำถามในฐานะ ชาวบ้าน! กันเลย

 - ที่บอกว่า ธรรมกาย  ไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก  ไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา
ถาม
คุณไปอ่าน ไปค้น ไปศึกษา  มาดีแล้วเหรอครับ  ...
ผม
:
ก็แล้วทำไม  ผมเห็นมี  หนังสือ หลักฐานธรรมกายในพระไตรปิฎก  เล่มเบ้อเร้อ
ออกมาโชว์ในห้องสมุดได้ละครับ  ไปหาอ่านเอานะครับ  ... 
ผมไม่ได้อินอะไรกับพระไตรปิฎกมากหรอกครับ
แค่เป็นพวก  พอใจหาความจริงด้วยตัวเอง  ผมเบื่อจะเชื่อพวกสือ พวกนักวิชาการ วิชาเกิน
พวกอวดตัวข่มท่าน โอ้ว่ารู้มากรู้ดี เรียนจบนู้น จบนี้ สูงส่งเหลือเกิน
แต่ที่ตัวรู้มา ผิดทั้งเพ
! แล้วก็อาศัยฐานะ วุฒิการศึกษา มาพล่ามให้ชาวบ้านฟัง ...
ระวังนะครับ วจีกรรม!  ก็มีนรกรองรับของมันนะครับ
( ผมว่าตาม ไตรภูมิ นะครับ ไม่ได้ว่าตามใครทั้งสิ้น)

-  นิพพาน  เป็น  อัตตา หรือ อนัตตา 
!!! 
ผมถามจริงๆ เถอะครับ  คุณเคยไปหรือยัง ?
... ผมมีวิธีแก้ง่ายๆ ครับสำหรับคนไทยทั้งประเทศ  ...  ที่กำลังบ้าบอเสียสติเถียงกันเรื่องนี้
คือ เราต่างก็ยังไม่มีใครไปนิพพาน ... เราก็มาพิสูจน์ด้วยกัน ไงครับ
หุบปากซะ
แล้วก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ...
อะไรละครับ   ก็  ทำทาน  รักษาศีล  นั่งสมาธิ  บำเพ็ญมรรค มีองค์  8  ....  
ปฏิบัติ!!!ครับ   ไม่ใช่มานั่งเถียงกัน

ผมไม่เข้าข้างใครครับ  ผมดูจากการกระทำ ... 
คนที่เที่ยวด่าเขาเนี้ยะ ...  มันเคยทำคุณประโยชน์อะไรให้ ประชาชนชาวบ้าน
สังคม ประเทศชาติ บ้างไหมครับ?

ครั้งหน้านะครับ เพื่อความดูดีมีปัญญา ดูเป็นคนมีวัฒนธรรม อารยธรรม มีเหตุผล
ถ้าได้ยินคำว่า วัดพระธรรมกาย  ... ถามหาผลงานของเขาก่อนไหมครับ  ดูก่อนว่าเขาสร้างความดี
ให้พี่น้องในชาติ ให้กับแผ่นดิน เท่าไหร่แล้ว ? 

พูดแบบนี้   ก็บอกว่า ผม Bias !!! ไม่ครับ ... คือ ผมแค่อยากบอกว่า ก่อนจะด่าใครๆ ตามที่เขาว่ามา... ถามเขาก่อน สัมภาษณ์เขาหน่อย ทำความรู้จักกับเขา ด้วยตัวเราเอง ก่อน ดีกว่าครับ

ที่ว่านี้ ... ไม่ใช่ว่าสงสารวัดพระธรรมกาย หรือ คนธรรมกาย ครับ
แต่ผมสมเพชคนที่หลับหูหลับตา เชื่อสื่อ เชื่อคนพาล
เลยจะพาลพากันไปตกนรก ซะไม่ทันได้ดูตาพระตาคน

ว่าเรื่องการสอนกันต่อครับ    อย่างที่ผมบอกละครับ  มีแค่ 2  ประเด็น ใหญ่ๆ  ข้างต้น 
2  หลักใหญ่นั้น  ถูกนำมาสอนผ่านรูปแบบการอบรม ในโครงการต่างๆ ที่มีเป็นร้อยๆ โครงการครับ
ทั้งโครงการบวชพระ  บวชเณร, บวชอุบาสก, บวชอุบาสิกา, โครงการอบรมครู, นักเรียน, นักศึกษา
จะกี่โครงการ ... ผมไปค้นไปหาไปอ่านไปดูมาหมดละครับ .... เนื้อหาสาระ ก็ไม่พ้น  2  หลัก นี้
!!!
แล้วมันต่างกับกระบวนการอบรมสั่งสอนคน  ของ สถาบันอื่นๆ  ยังไง?

จุดต่างมีอยู่อย่างเดียวครับ ... ขอให้อ่าน  3   รอบ เลยครับ

ที่วัดพระธรรมกาย เขาฝึกคนให้เอาจริงกับการพัฒนาตัวเอง กับการทำความดี”  ครับ
หาคำสำคัญในประโยคครับ กุญแจอยู่ตรงนั้น คำว่า  จริง”  ไงครับ
คนที่นี้เขาเอาจริงกับความดีทุกอย่าง 

ณ  จุดนี้ ละครับ ที่มันต่าง และมันเป็นเรื่องราวยาวเป็นมหากาพย์ 
ถึงวันนี้ และไม่รู้วันหน้า 
วันไหน จะเข้าใจกันได้
ระหว่างคนไทยสบายสบายอะไรก็ได้ คือ ไทยแท้  
กับ คนไทยพันธ์ที่มีระเบียบวินัยและจริงจังกับการทำดี แบบ สาธุชนคนวัดพระธรรมกาย !!

ผมนั่งดู นั่งชม ก็เพลียจิตแทนครับ  

ทำทาน  เขาก็ทำจริง  ก็เพราะเขาทำจริง
เขาจึงสามารถสร้างวัดได้ใหญ่โตมโหฬารปานนั้นครับ
ผมไปพูดไปคุยกับหลายคน ( คุยด้วยทั้งหมดไม่ไหวหรอกครับมากันเป็นแสน
!!!) …
พวกเขาตั้งใจสร้างวัด  เอาไว้ให้เป็น  พุทธหลักฐาน ให้คนอีก 100 ปี 500 ปี 1000 ปี ข้างหน้า 
ได้มาศึกษาหลักธรรมะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ 
เขามองไกล
Hight Primium ไปนู้นแล้วครับ

มันทำให้ผมคิดครับว่า ...  
ปัญหาของวัดพระธรรมกาย  คือ  พวกเขาพัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ไปได้ไกลเกิน   
เกินธรรมดาสามัญของมนุษย์พันธ์ไทย ไปแล้วครับ  ...  

และ มันก็เป็นปัญหาตรงที่ว่า ... พวกเขาไม่สามารถสื่อสารถ่ายทอด แนวความคิด 
วิถีแห่งการพัฒนาของพวกเขา ให้ สังคม Get  ได้ครับ ...  

มันก็เหลือวิธีเดียว  คือ ต้องเข้ามาดูมารู้มาศึกษาด้วยตัวเอง,  ซึ่งคนที่มาก็เข้าใจได้ ไม่ยากครับ
เพราะ  ระบบ ในวัดพระธรรมกาย ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ
ทุกอย่าง  เป็น  ระบบ มีระเบียบ มีเหตุผลรองรับ ชัดเจนทุกอย่าง
แต่คนส่วนใหญ่ละครับ ! ที่นั่งอ่านแค่หนังสือพิมพ์  ดูทีวี ที่บ้าน !!!
 ....  ผมว่า มันเป็น โจทย์ใหญ่ของวัดพระธรรมกาย ครับ
ที่ต้อง เร่งหาวิธีสื่อสารกับสังคมทั้งในและต่างประเทศ ให้เข้าใจองค์กรของตัวเอง .... 

เดี๋ยวออกอ่าวครับ

เขาจริงกับการรักษาศีล  แปลว่าอะไรครับ  คือ 
เขาจริง กับ ความรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทั้งตัวเอง และผู้อื่น  ...   

คุณก็คิดได้นี่ครับ ตรรกะ ง่ายๆ ...
ถ้าคนไทยทุกคน  สามารถรักษาศีล เป็นคนมีศีล 

ได้เหมือนอย่างคนที่วัดพระธรรมกาย  .... 
บ้านเมืองมันก็สงบไปแล้วครับ ไม่ใช่แค่ 99 %  แต่ 100 % ครับ !!!  

สำหรับการปฏิบัติธรรม ...  ภาพนี้  เรียกว่า  แทบไม่ปรากฎออกไปสู่สายตาสังคมเลยครับ  
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ?   
คงเป็นเพราะ สื่อทั้งหลายประโคมสร้างภาพลวงปิดตาประชาชนไปแล้วว่า ...
เป็นวัดที่เน้นการบริจาค ,  

จึงทำให้ ...
ภาพที่เป็นหัวใจของวัดพระธรรมกาย  ซึ่งทางวัด นับตั้งแต่หลวงพ่อเจ้าอาวาส พระอาจารย์ทุกรูป  
เจ้าภาพ สาธุชน ให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง คือ  การเจริญสมาธิภาวนา  ....
อ่อนด้อยเลือนลางไปเลย, ... 

แต่ ความจริง ตลอดเวลา 20  ปีที่ผมเฝ้าสังเกตุการณ์ดู
คือ  การเจริญสมาธิภาวนา ของที่นี้ เข้มข้นไม่แพ้ที่ไหนในโลกครับ ... 
โครงการทุกโครงการ เน้น การฝึกคน ที่ใจ ...  
ทาน  ศีล นั้นเบื้องต้น ครับ, ... เบื้องสูง ของการฝึกคน คือ ฝึกใจ คือ สมาธิ !  
ผมว่านี้ละครับ คือ สุดยอดกลยุทธ์ ของ วัดพระธรรมกาย  ที่ใครๆ เข้าไม่ถึง
แต่... เป็นอะไรที่ ทางวัดเอง ป่าวประกาศ พยายามเชิญชวน ผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามาพิสูจน์
ตั้งแต่สร้างวัด ปี 2513   ครับ   วันนี้ ผมบอกแล้วนะครับ !!!

ที่นี้ มีโครงการปฏิบัติธรรมสำหรับประชาชนตลอดทั้งปี ครับ มีหลากหลาย สำหรับทุกเพศ ทุกวัย   
และ ทุกโอกาสด้วยครับ ...  รู้ยังครับ ?

สิ่งที่เขาทำ  และ เป็นผลดี  ต่อ ชีวิตของผู้คนนับหมื่น นับแสน นับล้าน นั้น มีมากครับ  
คิดง่ายแบบชาวบ้านๆ  ที่เราท่าน ต่างต้องการแสวงหา ความดี ความสุข ความสำเร็จ ให้กับชีวิต !!!   
อย่าไปคิดอะไรซับซ้อนบ้าบอเหมือน พวกนักการเมืองการปกครอง ครับ

ถ้าไม่ดีจริง ... มันจะมีคนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แล้ว ก็เพิ่มขึ้น อย่างนี้หรือ ครับ ? !!!  

และคนที่มาเพิ่ม  ไม่ได้เป็นเศรษฐีมหาศาล อะไรที่ไหนเลยครับ 
ขอบอกจากสองตา ที่ผมเห็นมานะครับ ... 
มีทุกระดับฐานะ การศึกษาอาชีพครับ !!!  ไม่ต้องเชื่อผม  แต่ขอให้ไปดูเองครับ.

นาทีนี้  20  กว่าปี ที่เฝ้าดูมา  ผมบอกเลยครับว่า
วัดพระธรรมกาย คือ วัดของประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน  
!
เป็นที่สร้างคนให้รักความสะอาด  ให้เป็นคนสะอาด  ให้เป็นคนมีระเบียบ ให้เป็นคนมีวินัย
ฝึกสอนคน ให้รักษาศีล  และ เป็นคนมีน้ำใจเป็นผู้ให้  เป็นคนคิดดี พูดดี ทำดี ....
และ จริงกับการทำความดี
! … เขาสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ครับ
วัดพระธรรมกาย เป็นมิตรกับชาวบ้านประชาชนทุกคนที่รักดี และใฝ่ดี
อยากมีชีวิตที่ พบความสุข มีแนวทางสู่ความสำเร็จในชีวต
ใครๆ เขามาแล้ว เขาได้พบกับความสุข ความสำเร็จ
เขาก็บอกต่อ ชวนเพื่อน ชวนญาติพี่น้อง คนที่เขารัก มา
มันก็ง่ายๆ แค่นี้เอง ครับ ทั้งหมดทั้งมวลทั้งสิ้น!!! 


แต่วัดพระธรรมกาย   เป็นที่น่ากลัว  สำหรับคนที่ไม่ต้องการเห็นคนดี เห็นคนเก่ง
เต็มประเทศแค่นั้นครับ


ผมจะกลับมาเล่าให้ฟังต่อครับ ว่าผมเห็นอะไรบ้างในวัดพระธรรมกาย
!!!

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : จับกระแส พลังชาวพุทธทั่วโลก



เจ้าคุณเบอร์ลิน ขอสั้น ๆ จงหยุด และอย่าเสี่ยง.
.......
จับกระแส พลังชาวพุทธทั่วโลก

ต่างให้สนับสนุน มติ มส. ที่ยึดพระธรรมวินัย และกฏหมายอย่างเคร่งครัด

ที่ได้มี มติ เมื่อ 10.02.2016 ที่มีวินิจฉัย ให้ยุติ การรื้อฟื้นอธิกรณ์ กรณีธัมมชโย

(ไม่เกี่ยวคดีบ้านเมืองนะครับ อย่าโยงมั่ว)

จากมติของ มส. ดังกล่าว ส่งผลทำให้ลดระดับความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยืดเยื้อมานาน
ลงไปทันที.
.....

ดังนั้น โพสต์เจ้าคุณเบอร์ลินในวันนี้

จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อขอแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ทราบดังนี้

1. จงหยุด :

- ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม และทุกหน่วยงานของรัฐ

ที่หลงคบคนผิด และหลงใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตนเอง จนเกินขอบเขต สร้างความสับสนต่อสังคม ดังที่ผ่านมานั้น
- ขอได้โปรดเห็นแก่ความสงบสุข ของบ้านเมือง และพระศาสนา
- โปรดให้ความเคารพต่อ มติ มส. อันถือว่าเป็นศาลฎีกา ชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทยในครั้งนี้ด้วย.

2. อย่าเสี่ยง :
ขอสั้น ๆ ว่า
- รัฐบาลไทย ปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้พระปรมาภิไธย ในองค์พระประมุขของแผ่นดิน.
- คณะสงฆ์ไทย โดย มหาเถรสมาคม หรือ มส. ก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยนี้เช่นเดียวกัน
หาใช่อยู่ภายใต้กำกับของรัฐบาลไม่.
ซ้ำสูงกว่านั้นไปอีกชั้น คือ
ในรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับยังบัญญัติไว้ว่า
"ทรงเป็นพุทธมามกะ" อีกด้วย
อันหมายถึง เกี่ยวเนื่องกับพระราชศรัทธาที่ทรงมีในพระพุทธศาสนานับแต่อดีตถึงปัจจุบัน
รัฐบาลจึงต้องพึงสังวร และพึงระวังในการปฏิบัติต่อ มส.ด้วย.
....
ดังนั้น มติ มส. ครั้งนี้ ถือว่า ยุติ และจบทันที
ด้วยกุศลเจตนาอันบริสุทธิ์
จึงขอเตือนสติมายังทุกฝ่ายตั้งแต่รัฐบาลลงมา
จนถึงผู้หลงเดินทางผิด ที่กำลังคิดมิชอบต่อพุทธศาสนา และต่อบ้านเมือง
ก่อนจะดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการไม่เคารพต่อมติ มส. อันถือว่าเป็น "ศาลสงฆ์ชั้นฎีกา" สูงสุดนี้นั้น
จงตรองให้ดี และจงยับยั้งความคิดที่เป็น "อกุศล" นั้นทันที
ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว กลายเป็นไฟเผาแผ่นดินอันร่มเย็นของไทยเรา
เมื่อถึงเวลานั้น
ใครก็รับผิดชอบไม่ไหวแน่.
.......
ก่อนจบ ขอส่งข่าวเตือนไปถึงพวกป่วนรายวันที่ยังไม่เลิก
ด้วยความหวังดีของคนในสังคมเดียวกันว่า
พวกท่านจะค่อย ๆ หาทางลงแบบไหน ก็ไม่ว่ากันหรอกครับ
แต่ระวังกระแสจะตีกลับ
ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะแรงเสียด้วย เพราะธรรมชาติว่า
"หากอะไรที่มันเกินไป"
ดังที่ นสพ.ไทยรัฐ จั่วหัวว่า ...
"เล่นไม่เลิก หรือ ไม่ยอมยุติ".

โชคดีทุกท่านครับผม
เจ้าคุณเบอร์ลิน
11.02.2016

กรณีธรรมกาย : ยึดพระธรรมวินัย มติ มส. : รื้อฟื้นอธิกรณ์ขึ้นอีกไม่ได้.




แทรกข่าวด่วน
หลัง มติ มส. กรณีธัมมชโย
วันนี้ออกมา ..
สายรายงานว่า
"อาจมีการระดมมวลชน เพื่อคุกคามกรรมการ มส.
จึงขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องป้องกันด่วนด้วย".
............
เป็นไงละครับที่นี้

กับ มติ มส. ตามที่แนบ นสพ. ไทยรัฐวันนี้ที่ 10.02.2016 มานี้

(อ่านรายละเอียดที่แนบมาด้วยแล้วนี้)

เป็นไง ...บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายแหล่

รวมทั้งสารพัดหน่วยงานทั้งหลายของรัฐบาล ที่ชื่อใหญ่ ๆ ทั้งนั้น และบรรดาคนดีทั้งหลาย
(ไม่อยากจะเอ่ยชื่อแล้ว)

ที่พากันเสนอหน้าออกมารับเรื่องสงฆ์ไว้พิจารณาแบบอวดรู้

ออกมารับเรื่องร้องรับลูกมั่ว ๆ จากแก๊งค์ป่วนมาตลอดจนทำให้สังคมเขาสับสนไปหมด
พอจะหายมึนเรียกสติกลับมาได้หรือยังครับ
ผมบอกแล้ว อยากไม่เชื่อพระเด็ก ๆ อย่างผม
ที่อุตส่าห์ออกมาเตือนเป็นเดือน ๆ ด้วยกุศลเจตนา ว่า...
"เรื่องของพระ คฤหัสไม่เกี่ยว"
(กฏนิคหกรรม)
ก็ไม่มีฟังกัน ชอบเกเรแถไปนั่นไปนี่.
......
เห็น มติ มส. วันนี้เป็นไง ครับ
"วงแตก ชุลมุน เหมือนวันที่นายกบิ๊กตู่ปิดประตีแมว ในวันปฏิวัติเลยมัยละ"
หน้าแหกไปตาม ๆ กันแล้วมัยละ งานนี้
ต่อจากนี้ไป ก็คงไม่ต้องบอกกันแล้วนะครับว่า
จะทำอย่างไรต่อไปดี ไปคิดเองบ้างนะครับ
"ส่วนเอกสารที่รับร้องเรียนมาเป็นกล่อง ๆ จนรก สนง.นี่ จะนำไปเก็บไว้ที่ไหนดีก็พิจารณาเอาเองเถอะครับ"
คิดเองได้แล้วมั้งตอนนี้ หรือสติสตังยังมึนอยู่.
.......
จะบอกให้เอาบุญหน่อยว่า
ข่าวว่า ตอนนี้ หน่วยงานที่เขาเสียหายการจากทำหน้าที่ของพวกท่านนี่
"เขากำลังจะเรียกศักดิ์ศรีเขาคืนนะครับ ขอให้ตั้งหลักดี ๆ"
.....
ผมอยากจะขอร้องไปยังหน่วยงานที่ชอบจัดทีมโฆษก
ออกมาตอบโต้เฟรสผมรายวันนั้นว่า
"ผมเอง เป็นแค่ระดับ "พระเด็กๆ" ครับ
อย่ามาเสียเวลากับผมเลยครับ ไปทำงานสำคัญ ๆ เถอะครับ
ขอบคุณล่วงหน้า".
.....
ว่าแล้วก็ดีใจสุด ๆ ครับ สำหรับวันนี้กับ มติ มส. ที่ออก
สังคมจะได้กระจ่างชัดสักที
ตรงนี้ ถือเป็นมหากุศลร่วมกันครับ
ขอให้ทุกท่าน จงมาอนุโมทนาบุญร่วมกันนะครับ
อย่างน้อยก็ถือว่าสำเร็จภาระธุระพระศาสนาสำคัญไปขั้นหนึ่งครับ.
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
10.02.2016

แนบ นสพ. ไทยรัฐ 10.02.2016.

กรณีธรรมกาย : "จดหมายน้อย" ไม่น้อยดังชื่อ. พระอักษร อีกครั้ง !!!




จากโพสต์โชว์ต้นฉบับ "จดหมายน้อย"
ที่มี "พระมหาเถระระดับสูง ต่างนิกาย"
ส่งและต่อตรงถึงกรุงเบอร์ลินที่ผ่านมานั้น
ปรากฏว่าโพสต์นี้ ได้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนใหญ่หลวงตามมาแบบคาดไม่ถึง
ณ วินาทีนี้ "จดหมายน้อย" ไม่น้อยดังชื่อเสียแล้ว
เพราะกำลังจะกลายเป็น "อัฟเตอร์ช๊อค"
สวิงย้อนกลับไปทะลายฝันกลางแดด ของแก๊งค์ชั่วที่บังอาจคิด
"ทำงานใหญ่ เกินตัว เกินบารมีตน" ชนิดไม่เกรงกลัวบาปกรรมใดๆ อย่างน่าเวทนา
ทั้งยังกำลังจะย้อนกลับไปยังจุดต้นเหตุแห่งปัญหา
ต้นเหตุแห่งการวางแผนนำเอาของสูงนี้
มากล่าวอ้างเล่นเกมส์ป่วนเมือง
จนจะกลายเป็นเชือกพันคอตนเองแน่นเข้าทุกวัน
น่าติดตามครับ.
.....
ที่แปลกใจนิดหน่อย ก็คือ
"ตัวละครสำคัญ" เรื่องนี้
ไหงกลับกลายเป็น "สตรี"
ไปเสียได้
เอ๊ะ....เป็นยังไงกัน
จากวัด - พระ มาเป็นสตรี - บุรุษ สุดท้ายเป็นแก๊งค์ ผสม
ชั่งพิลึกแท้.
....
วันนี้ 10.02.2016 ไม่กี่ ชม. ที่ผ่านมา
ล่าสุดมีความเคลื่อนไหว
มีการต่อสายของสตรีท่านนี้
นั่นหมายความว่า
มีสัญญาณว่า คนทำลิขิตเริ่มร้อนตัว เพราะเกรงเรื่องจะเข้าหาตัว
และคนที่อยู่เบื้องหลังการใช้พระลิขิตนำมาเป็นเกมส์เริ่มมองเห็นภัยสู่ตน
จึงขยับพยายามต่อสาย ให้หาทางยุติเรื่องนี้.
นี่เป็นข่าวล่าสุดครับ.
....
คลำทางในถ้ำมืดจะเจออะไรละง่าย ๆ ละครับ
เมื่อมีคนยื่นเทียนยื่นแสงสว่างให้
ก็รับไปสิครับ จะคิดอะไรมาก
ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่
การกลับตัวกลับใจมุ่งสัมมา
เพียงแค่วินาทีเดียวก็มีผลครับ
ผมชี้ทางสว่างให้แล้วนะครับ
เข้มทุกวินาทีเลยครับงานนี้.


โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
10.02.2016



วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น VS หลวงพ่อธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย ยุติแล้ว!!!



>>นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ได้มาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย 

>>ต่อมา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้กล่าวโทษ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ว่ายักยอกทรัพย์ของสหกรณ์


วัดพระธรรมกาย เป็นองค์กรสาธารณกุศล
ที่รับเงินบริจาค จากผู้มีจิตศรัทธา
การจะไปซักถามว่า 
ผู้บริจาคนำเงินมาจากไหนนั้น
      เป็นการเสียมารยาท  ไม่มีองค์กรไหนทำ!!! 

>>อนึ่ง  แม้นายศุภชัย  จะบริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมาก
แต่ก็มีผู้ที่บริจาคทรัพย์มากกว่านายศุภชัย หลายท่าน  


>>นายศุภชัยเอง  ขณะนั้นก็นับว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ดีมากคนหนึ่งของสังคมไทย 
เป็นที่รู้จักนับถือของผู้คน
ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ได้รับรางวัลนักสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 

ได้รับรางวัลระฆังทอง ฯลฯ

วันเปิดตึกที่ทำงานก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ไปรวมมากมาย
น่าเชื่อถือ  ทั้งท่านเจ้าอาวาส และทางวัดเอง ถือความซื่อตรง
ก็ไม่ได้มีความสงสัยใดๆ ... 

ที่สำคัญ
การบริจาคก็ทำอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนสาธุชนทั้งหลาย


*** ผู้รับไม่รู้ว่า ผู้บริจาคนำทรัพย์มาจากไหน 
อย่างไร 
จะปรักปรำว่ารับของโจรได้อย่างไร!!!*** 

สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ประธานสหกรณ์คลองจั่นก็ออกมาประกาศและรับรอง
ว่ากรณีระหว่างสหกรณ์กับวัดพระธรรมกาย,และหลวงพ่อธัมมชโยนั้น
จบแล้วทั้งแพ่งและอาญา, 
ทางสหกรณ์ได้รับเงินช่วยเหลือจากลูกศิษย์วัดที่ลงขันเยียวยาช่วยเหลือ
และได้ทำจดหมายขอบคุณต่อวัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโย เรียบร้อยแล้ว



>> ที่น่าสังเกตุอย่างสำคัญ ในกรณี “เงินบริจาค” 
ของนายศุภชัย  นั้น  ไม่ได้มีแค่วัดพระธรรมกายแห่งเดียว !!!
แม้องค์กรการกุศลอื่น เช่น สภากาชาดไทย ก็รับเงินบริจาค
จากนายศุภชัย  เช่นกัน และเป็นจำนวนนับพันล้านบาท!!!

  

  แต่ทำไม!!! กลับมาปรับปรักปรำเอากับ 
ท่านเจ้าอาวาส และวัดพระธรรมกาย 
เพียงฝ่ายเดียว  ข้อนี้น่าคิด!!! 

>> ในอีกทางหนึ่ง  สาธุชนศิษย์วัดพระรรมกาย ได้เห็นความลำบากของสมาชิกสหกรณ์ จึงได้รวบรวมเงินมอบให้แก่สหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์  และสหกรณ์ก็มีจดหมายขอบคุณตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน 



ดังนี้  ขอท่านทั้งหลายได้โปรดพิจารณาให้ถ้วนถี่ 

ด้วยกำลังสติปัญญาของเรา  

อย่าเพียงแต่เอาข้อมูลลวงจากสื่อ
หรือคนพาลไม่กี่คนมาว่าต่อ 

(!!!ให้เป็นวจีกรรมจ้วงจาบหยาบคายต่อ
พระรัตนตรัย กลายเป็นบาปอกุศล
ที่ผู้กระทำต้องแบกบาป
ไปชดใช้ในทุคติภูมิเลย!!!) 

อนึ่งที่สำคัญ!!! กรณี ข้อกล่าวหา ของนายศุภชัย ก็ควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน !!!
ไม่ใช่สื่อจะลุแก่อำนาจใช้ภาษาชี้นำ อย่างไร้จรรยาบรรณ ว่าเอง!ตัดสินเอง!!!













บัว อรุโณทัย
16 กพ. 59


กรณีธรรมกาย วงใน
วิชชาธรรมกาย
วัดพระธรรมกาย UNSEEN  
Dhammakaya Méditation Technique
https://dhammakayafacts.wordpress.com/ 
www.ธรรมกาย.com 
เจ้าคุณเบอร์ลิน  







วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : กรณีข้อกล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโย เป็นที่สิ้นสุดแล้ว รื้อฟื้นไม่ได้


ตามขั้นตอน ดังนี้


* เมื่อวันที่ 5  มีนาคม พ.ศ. 2542  
คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เสนอรายงานกรณี
วัดพระธรรมกาย  ผ่านสมเด็จพระสังฆราช
เข้าสู่ที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งที่ 9/2542

เกี่ยวกับเรื่อง 1. คำสอน  2.การถือครองที่ดิน  3. การเงิน  
โดยมหาเถรสมาคม  มีมติ
มอบเรื่องให้เจ้าคณะภาค  1  พิจารณาดำเนินการ


* ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2542  
การประชุมครั้งที่ 10 / 2542  เจ้าคณะภาค 1  ดำเนินการ
ไต่สวนแล้วสรุปเป็นข้อแนะนำ  4  ข้อ
และเสนอกลับไปให้มหาเถรสมาคมพิจารณาอีกครั้ง


* จากนั้น  
มหาเถรสมาคมโดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน
ได้มีมติที่ 101/2542  ให้

กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปนำข้อแนะนำ 4 ข้อ
ของเจ้าคุณะภาค 1  ไปศึกษาพิจารณา

ให้รอบคอบและทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอพิจารณาอีกครั้ง

*  ในที่สุด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2542  
ที่ประชุมมหาเถรสมาคม
โดยมีสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช  เป็นประธาน

ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วมีมติที่ 101 / 1 / 2542 ว่า
ข้อแนะนำ 4 ประการ  
ของเจ้าคณะภาค 1  นั้น ชอบแล้ว  

และเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ได้ทำหนังสือน้อมรับปฏิบัติแล้ว

* ดังนั้น  โดยพระธรรมวินับ  ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
อธิกรณ์กรณี  พระราชภาวนาวิสุทธิ์  หรือ หลวงพ่อธัมมชโย  
เป็นอันสิ้นสุดยุติดระงับแล้ว  รื้อฟื้นอีกไม่ได้

* พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ  อุกโกฏนสิกขาบท  ในพระวินัยปิฎก 
ความว่า ...
“ภิกษุใดรู้อยู่
รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้ว
ตามธรรมเพื่อพิจารณาใหม่  

ต้องอาบัติปาจิตตีย์”  
                                    -------------------------

"ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละจักเป็นพระศาสดา ของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว"


บัว  อรุโณทัย
15 กุมภา 59
ณ แผ่นดินที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง






วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : เจ้าคุณเบอร์ลิน กางพระวินัย ถกเรื่องอาบัติ กับ พุทธอิสระ : สร้างภูมิปัญญาแก่ชาวพุทธ.



....วันนี้ ผมจะเอาพระวินัย เอาศีลของพระสงฆ์ ที่มีถึง 227 ข้อที่พระรูปไหนทำผิดแล้ว

เรียกว่า
"ต้องอาบัติ"มานำเสนอเพื่อเสริมภูมิปัญญากันครับ


โดยจะขอหยิบเอาเฉพาะในส่วนที่สังคม

สนใจ และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันมาพูดถึง.......

ยืนยันก่อนครับว่า

ทั้งปวงนี้เป็นการแนะนำอบรมชี้แนะ

ภายใต้ในหน้าที่พุทธสาวก ของ

"พระราชาคณะ "ดังว่า..

"ขอพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน 

และช่วยระงับอธิกรณ์"

โดยไม่มีเจตนาจะไป "ปรับอาบัติใคร ๆ ทั้งสิ้น" 

ชัดเจนนะครับ

จะได้ไม่มาปรับอาบัติผม

หาว่าไปบอกอาบัติพระแก่อนุปสัมบัน 

หรือมาหาเรื่องใส่ร้ายผมอีก.

..............

- ผมเห็นว่า ช่วงนี้ ชาวพุทธตื่นตัวกันมาก เพื่อร่วมป้องภัยพระศาสนา น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ
ที่จะได้เริ่มเอาของแท้ ๆ ของจริง ๆ ของพระพุทธบัญญัติ ที่เรียกว่า
"พระธรรมวินัย"มาพูดกัน มาทำความเข้าใจกันสักที"พวกบรรดาของเก้ ของแหกตาจะได้หมดเวลาเอามาอ้างหากิน
สร้างความเสื่อมเสียต่อพระศาสนากันสักที".
มติ มส. ล่าสุด ผลักลงหลุมไปแล้วบทความเรื่อง "อาบัติ" ของผมครั้งนี้ก็น่าเป็นดินกลบทับฝังไปเลย จะได้หมดเรื่องจะได้ไม่ไปเห่าหอนหนวกหูชาวบ้านเค้าอีก........

- เบื้องต้นตามที่จั่วหัวข้อไว้นั่นอยากฝากจะบอกพุทธอิสระไปทางนี้ หากท่านมาอ่านโพสต์ผมฉบับนี้ ว่า ..วันนี้ เรามาจัดเป็นวันแห่งความรู้ วันแห่งความจริง"เรามาถกวินัยพระ"เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชาวบ้านกันสักวันดีมัยครับ.......

- ขอบอกก่อนว่าวันนี้ผมมาดีนะครับ มาแบบมิตร มาในฐานะพระภิกษุในพุทธศาสนาเดียวกัน.

- ส่วนภูมิธรรมนั้น มันเป็นของอยู่ภายในใจ เป็นนามธรรมอย่าเอามากล่าวอ้างกัน ให้เหม็นขี้ฟันเลยครับผมไม่มีอะไรหรอกทจำพวกคุณวิเศษวิเสโสอะไรน่ะผมมีแต่ใจครับ หัวใจที่บูชาถูกผิดเท่านั้น และไม่คิดร้ายต่อใครด้วย ต่อหน่อยว่า"ถ้าถูกก็ไม่ถอยเหมือนกันครับ".......

- ผมว่า ณ วันนี้ ชาวพุทธกำลังห่วงใยในกิจการพระศาสนา"เราใน
ฐานะพุทธสาวก"เปิดใจให้กว้าง ๆ แฟร์ ๆ หน่อยอย่าทำเป็นคนแก่ขี้
โมโหบ่อย ๆอะไรนิดหน่อย ก็ขู่จะฟ้อง ขู่จะร้องเรียนตะพึดแบบนั่น
ไร้ประโยชน์ครับ ชาวบ้านเขาระอา และเดือดร้อนเปล่าๆมาร่วมกันเปิด
ปัญญาให้ชาวบ้านที่เรากินข้าวเขาทุกวัน เอาบารมีกันดีกว่านะครับเขา
จะได้มีภูมิด้านนี้กับตัวเองป้องกันตนได้ไม่ต้องมาโดนพระกะหล่อน
แถกแถ แหกตาง่าย ๆ อย่างทุกวันนี้ ได้บุญเยอะเลยครับแบบนี้
........

- การพูดอธิบายในวันนี้ ถ้าหากมีการยกตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ หากมีชื่อพุทธอิสระ
หรือมีเรื่องพาดพิงไปบ้างนั้น
"ก็เพียงแค่ตัวอย่างทั้งสิ้น"ไม่ได้เจตนาไปปรักปรำใคร ๆ ทั้งสิ้นหากไม่สบายใจ ก็ให้ถือว่าเป็นวิทยาทานนะครับ- แล้วก็อย่าไปโยงมั่วให้ชาวบ้านงงว่า"เป็นเจ้าคุณ ไม่เป็นเจ้าคุณ"นั่นมันเริ่มส่อเจตนาไม่ดีกับคนฟังแล้วครับ........

- วันนี้ ผมจะมาชวนคุยชวนถกในขณะที่คุณขู่จะฟ้องทุกวันนี้แหละส่วนเรื่องพระวินัยนี่ ก็อย่าคิดนำไปร้อง ปปช. หรือ DSI อีกนะครับเขามึนเพราะคุณกันไปหมดแล้วตอนนี้ ฮาอีกนิด......

- เชิญชาวพุทธทุกท่าน ตามมาเอาความรู้กันครับเป็นความรู้ที่หาไม่ได้จาก DSI แน่นอน (ขอเฉี่ยวสักหน่อย).......

- วันนี้ ผมมีเวลา จึงเผอิญไปเปิดดูเฟสต์ ท่านพุทธอิสระ วัดอ้อน้อย กล่าวพาดพิงถึงผมว่าผมจะไปปรับอาบัติ DSI ซึ่งเป็นฆารวาส พร้อมรำพันว่า บวชมา 40 ปี เพิ่งรู้ว่ามีงี้ด้วย"เลอะนะครับแบบนี้"ทั้งขู่ว่า เสร็จจากฟ้องธัมมชโย ก็จะเป็นผมเป็นรายต่อไปตรงนี้ขอแก้สั้น ๆ ว่า

- คุณไปอ่านตรงไหนครับ จึงเข้าใจอย่างนั้น ผมว่าผมเขียนเข้าใจง่ายที่สุดแล้วนาเห็นชาวบ้านชาวเมืองเขาเข้าใจแจ่มแจ้งทุกคนนี่ครับทำไมคุณจึงเข้าใจไปงั้นละครับ.

- และไอ้ที่คุณบอกว่าบวชมา 40 ปี นั้น โกหกตาใสอีกแล้วนะครับไปนั่งตรองดู บวชครั้งสุดท้ายนี่ ถึงหรือยัง 40 ปีน่ะแต่ถ้าจะเฉไฉไปว่า"ข้านับชาติที่แล้วด้วยโว้ย"ก็ตามสบายครับหลวงปู่เอาเป็นว่า ถ้าร่วมพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันละก็"หากพุทธอิสระเจอผม ท่านต้องกราบผมก็แล้วกัน เพราะผมมีพรรษามากกว่า"นอกจากท่านจะมีพุทธเจ้าต่างหากอีกองค์เท่านั่นแหละก็เรื่องของคุณไป.........

- เข้าเรื่องสาระ "อาบัติ" พระแบบง่าย ๆ สไตร์เจ้าคุณเบอร์ลิน- วันก่อนผมพูดเรื่องอาบัติในเฟรสมีคนปัญญาอ่อน แต่ใจไม่ดีคิดหาเรื่องใส่ร้ายผม ไปตีความว่าเจ้าคุณเบอร์ลิน จะไปปรับอาบัติ DSIโอ้ย โลกน้อ ทำไมทำให้คนมันเพี้ยนได้ขนาดนี้.- มาเลยครับ ผมจะแจงให้ฟังที่ขั้นที่ละตอน พร้อมตัวอย่าง และหยิบยกพระวินัยมาประกอบให้จะจะเลย.จะขอให้สิทธิที่ถูกพาดพิงมาตรงนี้เลย.....

- วันนี้ถึงเวลาที่ผม นึกอยากชี้ให้ชาวพุทธทราบรายละเอียดในเรื่องอาบัติพระสักที เพื่อจะได้เป็นความรู้ ต่อไปจะได้ไม่ให้ถูกพระบ้าการเมืองหลอกตุ๋นอีก..........

สาระ



- ขอขยายความเหตุเกิดจากอาบัติเล็ก ชักเข้าหาอาบัติหนัก- นี่เป็นการชี้แนะ ไม่ใช่เป็นการไปปรับอาบัติเดี่ยวเกิดมีใครทะลึ่งกล่าวหาว่าเจ้าคุณเบอร์ลิน ไปบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน (ผู้ที่ไม่ใช่พระ)พาลจะไปร้อง DSI ให้มาปรับอาบัติเจ้าคุณเบอร์ลิน จะลำบากต้องแสดงคืนอาบัติก็จะยุ่ง.- แต่การพูดเรื่องอาบัตินั้น มีความจำเป็นต้องยกตัวอย่างประกอบ เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องอาบัติเข้าใจยาก.- ไม่งั้นชาวพุทธก็จะถูกตบตาจากพระบ้าการเมืองอยู่เรื่อยหรอ- ทั้งคณะสงฆ์เอง ก็ถูกหลอกตีกินอยู่เรื่อยไป..........

ค่อย ๆ อ่านนะครับ



กรณีแอบอ้างพระอักษรเกี่ยวข้องกับอาบัติ


 ดังนี้...



1. กรณีห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ขึ้นมาใหม่นั้น

- ตามพระธรรมวินัย หากการกสงฆ์ (อ่านว่า กา-รก-สงฆ์) หมายถึง พระภิกษุที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ ให้มีหน้าที่ในกิจนั้นๆ.
- ได้วินิจฉัยอธิกรณ์ไปแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว และสงฆ์ก็ยอมรับในคำวินิจฉัยนั้น.- พระวินัยแจ้งชัดว่า ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์นั้นขึ้นมาใหม่.
- ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือไม่ได้เป็นผู้ฟ้องเดิม.- ภิกษุผู้ ไปรื้อฟื้นอธิกรณ์ขึ้นมาใหม่ ด้วยไม่ถูกใจตน ไม่ถูกใจพวกตน หรือด้วยขัดเคืองใจ เป็นอาบัติปาจิตตีย์.- กรณีตัวอย่าง เช่น..พุทธอิสระ รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่การกสงฆ์ทำเสร็จแล้วตามธรรม ตามวินัย ต้องเป็นอาบัติ "ปาจิตตีย์"
.....


2. ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า

- เรื่องที่ทำนั้นเป็นอาบัติปาจิตตีย์- แต่พุทธอิสระ ก็ยังขืนทำซ้ำเรื่องเดิมๆ- ใครห้ามก็ไม่เชื่อฟัง เป็นผู้ดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก แสดงอาการอาฆาตมาตรร้าย สร้างความเอือมระอาแก่หมู่คณะชักเข้าหาอาบัติหนักเป็นสังฆาทิเสส เพราะเป็นคน "ว่ายากสอนยาก".- แม้สงฆ์เตือนครั้งที่ 1 ไม่เชื่อฟัง เป็น "อาบัติทุกฏ"- เตือนครั้งที่ 2 ยังไม่เชื่อฟังก็ให้ปรับเพิ่มขึ้นไปอีก เป็น "อาบัติถุลลัจจัย"โทษฐานดื้อด้าน มีพฤติกรรมชั่วหยาบ.- แม้เตือนครั้งที่ 3 ก็จะเป็นอาบัติหนัก ถึงขั้นสังฆาทิเสสต้องอาศัยความอนุเคราะห์จากสงฆ์จึงจะออกจากอาบัติสังฆาทิเสสข้อนี้ได้........

- ข้อควรจดจำ คือ พุทธอิสระทำหยาบช้า(ถุลลัจจัย) ต่อสงฆ์ไว้มากมายขนาดนี้ แล้วไซ้สงฆ์คณะไหนเลยจะอนุเคราะห์ให้พุทธอิสระออกจากอาบัติได้- ระวังนะครับ ลักษณะเช่นนี้สุดท้ายก็จะตายไปพร้อมกับอาบัติหนัก เข้าถึงทุคติวินิบาต เป็นที่สุด.........

2. กรณีตัวอย่างการพฤติชั่วหยาบ

- พุทธอิสระนั้น มีพฤติกรรมทำลายพระวินัยเป็นอาจิณณ์

เพราะทำผิดซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิมๆ กรณีใช้พระลิขิตรื้อฟื้นอธิกรณ์ คือ

2.1 ไปยื่นสำนักนายก เป็นปาจิตตีย์ ๑ ข้อ.

2.2 ไปยื่นดีเอสไอ เป็นปาจิตตีย์ อีก ๑ ข้อ.

2.3 ไปยื่น ปปช เป็นปาจิตตีย์ อีก ๑ ข้อ

2.4 ไปยื่นรัฐสภา เป็นปาจิตตีย์ อีก ๑ ข้อ

2.5 ทุกครั้งที่ไปยืนแถลงข่าวในที่ต่างๆ กี่ ๆ ครั้ง

เป็นอาบัติทุกๆ 
ครั้งที่แถลง.
......

3. การกระทำดังกล่าว ชื่อว่า

ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ในเมื่อสงฆ์มีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันอยู่ดีแล้วยังตะเกียกตะกายเพียรพยายามทำลายสงฆ์ให้แตกสามัคคี
นี่หนักครับ เพราะเป็นอาบัติ "สังฆาทิเสส".
....


4 . ส่วนกรรม อันเป็น "อนันตริยกรรรม"


สำหรับผู้ที่เข้าพวก เข้าขบวนการ พากันตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์

ก็ไม่พ้นอนันตริยกรรม เช่นเดียวกัน.


- ขึ้นชื่อว่า อนันตริยกรรมเป็นกรรมหนักนัก


แม้แผ่นดินก็ไม่อาจทรงเขาไว้ได้.
..........

5. สรูปอาบัติ "พุทธอิสระ"

- ต้องอาบัติ ที่ชื่อว่า ปาจิตตีย์ เพราะ

   เป็นผู้ไม่หลงเหลือความดีอยู่
เลย.

- ต้องอาบัติที่ชื่อว่า "ถุลลัจจัย" เพราะมีประพฤติกรรมชั่วหยาบ.


- ต้องอาบัติที่ชื่อว่า "สังฆาทิเสส" เพราะเป็นผู้ว่ายากสอนยาก


และเพราะเพียรพยายามตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์

ข้อนี้จะต้องอาศัยความอนุเคราะห์จากสงฆ์จึงจะออกจากอาบัตินี้ได้


..........

6. ส่วนอาบัติกรณี กล่าวยืนยันพระลิขิตนั้น

- ขอเตือนว่า ใคร ๆ จงอย่าไปเที่ยวยืนยันโดยเด็ดขาดเชียวนะว่าเป็น "ของจริง"เพราะนี่ จะทำให้ "
ผู้โจทก์"เป็นอาบัติ "สังฆาทิเสส" โดยทันทีโดยไม่มีใครต้องปรับอาบัติ.ข้อสำคัญนี้ หากไม่เชื่อก็ขอให้ DSIลองไปถามพุทธอิสระดูว่า"เป็นจริงตามที่เจ้าคุณเบอร์ลินว่าหรือไม่"
...............

ทั้งหมดนี้ ที่ผมอุตส่าห์เรียบเรียงแจงมานี้เจตนาผมเพื่อสร้างความกระจ่างแก่ผู้เกี่ยวข้องให้ทราบด้วยกุศลเจตนาตัวอย่างที่อ้างชื่อว่า "พุทธอิสระ" ในโพสต์นี้ให้ถือว่าเป็นแค่สมมติ หรือแค่ตัวอย่างนะครับเพราะคนเลวขนาดนี้ ผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้หรอกครับแล้วหากผู้รู้ท่านใด พิจารณาแล้ว เห็นเจ้าคุณเบอร์ลิน พูดผิด อ้างผิด ขอเชิญโต้ตอบมา ด้วยกุศลเจตนา และปัญญาชนได้"อันธพาล พวกอวดรู้ ไม่ต้อง"..............

- เป็นไงครับ วันนี้ได้ความรู้กันไปเยอะเลยถือว่าพลิกวิกฤตมาเป็นโอกาสเสริมภูมิปัญญากันครับ เข้าทำนอง"รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม"นี่แหละครับ หน้าที่ของพระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนาครับ- คุณพุทธอิสระ ที่อ้อน้อย ซึ่งท่านบอกว่า "ไม่ให้ราคาผม" นั้นจะไม่สนใจ ก็เรื่องของท่านครับ- แต่คนเรานั้น หากตนเองก็ยังลายไปทั้งตัวความชอบธรรมที่จะตรวจสอบคนอื่น มันก็หมดสิ้นไปแล้วครับ........

- ใครที่ยังไม่รู้ก็จะได้ตาสว่าง

ต่อจากนี้ไปก็จะได้ ไม่ต้องโดนพระเก้แหกตาหลอกกินไปวัน ๆ

อ้างโน่นอ้างนี่ อ้างถึงขนาดจะกู้หนี้กู้ชาติ กู้ศาสนาไปโน้น มั่วสิ้นดี


ประเภทโปรดไม่ขึ้น รู้ทั้งรู้ แต่ยังดัน ฝืนทำนี่ น่าประณามนะครับ


ส่วนประเภทสุดท้าย ฝืนทำจนเป็นน้องพ่อ คือ "เป็นอาจิณ" นี่

ผมว่าน่าจะไม่ต้องเรียกพระแล้วนะครับ....

แต่ขอเตือนก่อนจบว่าการถกพระธรรมวินัยนี่ขออย่าคิดเพี้ยนเที่ยวไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ไหนอีกนะครับเพราะเดียวจะพาหน่วยงานลูกศิษย์ตนเองที่ชอบทะเล่อทะล่าขยับเสื้อสูทออกมารับกันเรื่อยนี่จะมึนหนักกว่าเก่า เพราะแผนการณ์เก่า ๆก็ยังติดคอคายไม่ออกอยู่ตอนนี้โดน มติ มส. เมื่อวานนี้ไปชะหนักถ้าแบบนี้ไอ้ลูลู บอก "โสน้ำหน้า".


โชคดีมีชัยทุกท่านครับ.

เจ้าคุณเบอร์ลิน

11.02.2016





----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอยกบทความของเจ้าคุณเบอร์ลินมาแสดง เพื่อเป็นความรู้ความเข้าใจแค่พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย สถานการณ์ นาทีนี้ที่พาลป่วนเมือง ขออาราธนาพุทธพจน์ มาให้พี่น้องที่รักทบทวนกันครับ "ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละจักเป็นพระศาสดา ของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว"


Blog Archive