กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เล่าปี่... “อำนาจ” ไม่ปราณีพระเอก! ฉบับ สังกะลีกะโปโล


Idol ครับ, ไม่ได้พูดถึง แต่อยาก Post ^ ^
.......


เอาอีกละ! Hahaha
อย่าพึ่งคิดว่าผมเป็นติ่งฝั่งพระเจ้าฮันต๋งแห่งจ๊กแก๊ง เอ้ย! ก๊กนะครับ
และไม่ได้เป็นอะไรกะ ล่อกวนตง นะครับ
ถึงวันก่อนผมจะบอกว่าชื่อ กวนมึง ( กวนขำๆครับ ^^อิๆ)

...สถานการณ์บางห้วงช่วงเวลา...
ให้ชวนนึกถึงวีถีลีลาชีวิตของผู้คนในสามก๊ก,ครับ
!

วันก่อนผมเขียนเมาท์ “เล่าปี่พระเอกโลกซวย” ประสบความสำเร็จน่าพอใจครับ
มีเสียงบอกสนใจสามก๊ก ต้องไปหาอ่านซะละ
! ดีใจครับ^^
ส่วน Message ที่ตั้งใจไว้ช่วงท้ายหายไปกับสายลม!
ถูกพระเอกแย่ง
Scene ไปหมดทั้งเวที! ครับ,ธรรมดาโลก!


“สามก๊กอ่าน 3 จบ คบไม่ได้!
ผมสงสัยคนบัญญัติวลีนี้ครับ ว่าต้องการอะไร? กันแน่?
ยิ่งอ่านมาก ยิ่งได้ความรู้
!
 เข้าใจมนุษย์ เข้าใจชีวิต! น่าจะเป็นทำนองนี้ไหมครับ   
บางคนอ่านจบ 18 รอบ บอก,อยากไปบวช!!!  คบไม่ได้ตรงไหนครับ ?!

“...น้ำแยงซี รี่ไหล ไปบูรพา
คลื่นซัดกวาดพา วีรชน หล่นลับหาย
ผิดถูก แพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย
สิงขรยังคง ตะวันยังฉาย นานเท่านาน...”
!!! 

บางคนไม่อ่านสามก๊ก, ไม่รู้จักตั๋งโต๊ะ, ลิโป้, โจโฉ, ... ยังคบไม่ได้เลยครับ!

ถามกลับเจ้าของวลีสะกัดดาวนะครับ ช่วยส่ง
line msg จากปรโลกตอบมาด้วย!
( จุดธูปรอ...Serious ครับ หึๆๆ)

“กลัวประชาราษฎร์จะฉลาด!หรือไงครับ ?!” 
...ไม่เอาน่าลูกเพ่!...เรื่องสนุกๆ อ่านกี่รอบจะเป็นไร! 

สาระขันธ์เมืองยิ้ม
ประชาชนรู้จักแยกแยะ
ถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, ควร-ไม่ควร, บุญ-บาป ! ... ไม่มีปัญหาหรอกครับ!
ดูสภาพสารรูปบ้านเมืองตอนนี้สิครับ! แจ่มไหม!?


จบตอนที่ 1 อารัมภบทยาว, วันนี้ไม่เกี่ยวกับคาเฟอีนครับ
^^ 


 
-----------------------------------------------------------------------------



วันก่อนเมาท์เล่าปี่ ว่า ทำงานแบบแคร์สื่อ จนต้องหนีโจโฉกระเจิดกระเจิงกันยกใหญ่
!
เข้าใจครับว่าคนเรามันก็คงมีผิดพลาดกันมั่งไรมั่ง!
แต่ กรณีพลาดของเฮียปี่นิ ผลเสียหายมันเยอะครับ! และเป็นส่วนรวมเสียหาย!
ผมเลยถือสาหาเรื่องให้หายเซ็งจิต! นิดนุง!  

วันนี้, จะเมาท์เล่าปี่คนเดียว ชักจะไม่แฟร์, เดี๋ยวสหายเล่าปี่จะขว้างขวดมาได้
จะจัดให้พร้อมกันครับ โจโฉ ด้วย
!
เพราะทั้ง 2 ผู้ยิ่งใหญ่ ดันเป็นโรคเดียวกัน! สิครับ



ไปชม...เล่าปี่ Moment เถลิง “อำนาจ” ครับ!

ณ จุดตัดที่, เมื่อ
สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าฮันต๋งแห่งจ๊กก๊ก
วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองแล้ว
ขงเบ้งก็แถลงนโยบายชัด ...ผูกมิตรซุนกวน  ปราบโจโฉ
!
ผมก็กำลังเคลิ้ม...ยกนี้
! ยังไงการใหญ่ก็สำเร็จ! ก๊กพระเอกรวมแผ่นดินได้เป็นแน่แท้!
 
แต่...เมื่อ “อำนาจ” มาอยู่ในมือ
! แบบจัดเต็ม!  แม้เคยพนมทั้งสิบทิศ!
ก็เกิดอาการโรคหลงกำเริบ !  ต่อหน้าต่อตาผมเลยครับ!

สิ่งที่พระเจ้าฮันต๋ง แห่งจ๊กก๊ก ทำคือ
ยกทัพไปต่อยกะซุนกวน ที่ว่าควรจะผูกมิตรนั้นแหล่ะครับ
ใครห้ามก็ไม่ฟัง! …ข้าจะแก้แค้นให้น้องร่วมสาบาน ให้จงได้! จบป่ะ

พระเจ้าฮันต๋ง, งานก่อนยึดมั่นคุณธรรมไม่แคร์สื่อ
!, งานนี้ เกิดทิฐิEmo! ไม่แคร์สื่อ!,
เรื่องส่วนตัว
!  เรื่องส่วนรวม! แยกไม่ออก! จบจริงพะยะค่ะ!  

( ผมได้แต่นั่งอมหลอดโอเลี้ยงทำตาปริบๆ ) ... No Comment! 

...ชีวิต
* ถ้าว่า คำสาบาน ของเฮียปี่กับน้องๆของแกมันสำแดงเดชละก็!
บอกกันตรงนี้เลยครับว่า อย่าไปเที่ยวสาบานกับใครๆ

ว่าให้ตาย วัน+เดือน+ปี เดียวกัน!  อย่าดราม่าเอาชีวิตเป็นเดิมพันปานนั้น!

*** แต่ผมว่าปีศาจตัวจริงอยู่ตรงนี้ครับ ...!  “อำนาจ”
แม้เข้าสิงจิตใครแล้ว ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็มีอันต้องเป็นไป
!

หรือว่า...ตั้งแต่วันมอบกระบี่ให้ขงเบ้ง, บัญชาการรบ
!
กุนซือเราก็โชว์ฝีมือซะ ได้รับคะแนนนิยมท่วมท้น!
ครั้นวันที่...อำนาจ ลอยมาให้เสพตรงหน้า แล้ว
กลายเป็น พระเจ้าฮันต๋ง
ก็เลยต้องโชว์พาว
! ให้โลกรู้มั้งว่าข้าก็เจ๋ง! งั้นรึป่าวพะย่ะค่ะ!
( อันนี้ผมกวนเองคัพ เฮอะๆ) 

ออกศึก
Emo! กับกังตั๋ง เวทีนี้ ไร้ขงเบ้ง !
สุดท้าย...เล่าปี่ก็พ่ายแพ้
! พระเอกเราทั้งแค้นทั้งเจ็บทั้งอาย ไม่กล้ากลับมาสบตาขงเบ้ง!
หมดรมณ์หมดแรงหายใจต่อ
! เลยตายจ้อย


จบตอนที่ 2  ไว้อาลัยให้พระเจ้าฮันต๋ง แปปครับ


--------------------------------------------------------------



มาชมอำนาจทางเหนือหน่อยครับ เดี๋ยวจะหาว่า
Bias!

โจโฉ,  เฮียแกทำงานเก่งนะครับ 
ก็อยากจะชมเฮียเต็มๆใจ แต่สไตล์อำนาจนิยมของเฮียนิ!  เลยต้องกั๊กไว้ 98 % ครับ!

เส้นทางชีวิตเฮียโจ ถือว่ามีต้นทุนครับ ถ้าเทียบกับพระเอกเราที่เริ่มจากขายเสื่อ
!
โจโฉ, เก่ง, รบที่ไหนก็ชนะ, มีคนเก่ง,มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ อยู่ด้วยมากมาย!
ชีวิตประสบความสำเร็จมาตลอดเส้นทางก็ว่าได้
!
( ทำเป็นมองไม่เห็นวิธีการของเฮียแก,แปป! ) 

แต่ ศึกใหญ่ ณ ผาแดง! ที่เรียกว่าวาระสำคัญแห่งชาติ!
ที่ถ้าหากโจโฉชนะ
! ก็สามารถรวมแผ่นดินได้เลย!  

งานนี้เฮียโจหมดมาดที่ยาตรามาทั้งหมดเลยครับ
เพราะความที่ประสบความสำเร็จฟินนาเล่อยู่เรื่อย,
ทำให้เฮียแกเป็นโรคหลงอำนาจลำพองตัว ไม่ฟังใคร! ซะงั้น!
( คือ ปกติเฮียแกก็บ้าอำนาจอยู่แล้วครับ,
แต่ศึกผาแดงนิคงจะแบบ...ถูกสิงเข้าไปถึงระดับจีโนม )

สุดท้าย แม่ทัพใหญ่โจโฉคนเก่งก็แพ้!  ยับเยิน! ยับเยิน!  


จบตอนที่ 3  ชีวิตก็เป็นงี้แหล่ะครับ! 



“อำนาจ” เป็นของ “กลางๆ” เหมือน สตังค์ในกระเป๋าละครับ
ผลลัพธ์ ต่อส่วนตัว และส่วนรวม จะเป็นอย่างไร, ขึ้นอยู่กับ “ผู้ใช้”   

ถ้าเอาตังค์มาตั้งกองกฐิน, ผ้าป่า,ช่วยรักษาสืบสานพระสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า... 
ทางสุขสว่าง ก็หวังได้  

ถ้าเอางบไปตั้งคดีลวงโลกมาเล่นงานพระ! รุกรานพระศาสนา นี่! ...  คิดเอาเองนะครับ! 

ใช้ให้สร้างสรรค์  โลกก็เป็นสุข
ใช้เพื่อทำลาย   มันจะทำลาย “คนที่ใช้” มันนั่นแหล่ะครับ
!
เอวัง. 
... ... ... 


ฟังเพลงกันดีกว่าครับ ...


ด้วยไมตรี.


30 กค. 2559
ชาวศิวิไลซ์
--------------------------








วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

"คนเราเกิดมาทำไม!" ตอบง่ายๆ ว่า... !

คำถาม:

กราบเรียนถามหลวงพ่อครับว่า ถ้าจะบอกคนข้างนอกที่ยังไม่ได้เข้าวัดว่า
คนเราเกิดมาทำไม
 เราจะมีวิธีการที่จะบอกให้เขาได้เข้าใจอย่างง่ายๆ ได้อย่างไรครับ


คำตอบ:

คนเราเกิดมาทำไม ถ้าเราจะตอบตามคติของพระพุทธศาสนาว่า เกิดมาเพื่อกำจัดกิเลสให้หมดไป ทำพระนิพพานให้แจ้ง ผู้ที่เข้าวัด เวลาถูกญาติโยมถามธรรมะ มักจะตอบรวบยอดกันอย่างนี้เลย
ถ้าตอบอย่างนี้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยเข้าวัด เขาก็คงบอกว่า “ต่างคนต่างไป กลับบ้านตัวเองดีกว่า”

แต่สำหรับวันนี้ ตอบกันง่ายๆก็แล้วกัน คนเราเกิดมา มีเป้าหมายของชีวิตอยู่  3 ระดับ
1.ภาษาชาวบ้าน ก็บอกว่า มีเป้าหมายบนดิน
2.สูงขึ้นไปอีกหน่อย มีเป้าหมายบนฟ้า
3.เป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนก็ตาม
โดยธรรมชาติแล้ว คือ
 
เป้าหมายเหนือฟ้า


เป้าหมาย 3ประการนี้เป็นอย่างไร กล่าวคือ ในบรรดาชาวโลกทั่วไปที่ยังไม่ได้เข้าวัด ประการแรก สิ่งที่ควรจะต้องแนะนำเขาอย่างมาก ให้เขารู้ว่า เป้าหมายของเขานั้น คือ ยืนหยัดบนขาตัวเองให้ได้ รับผิดชอบตัวเองให้ได้

พูดง่ายๆ ตั้งฐานะของตัวเองให้ได้นั่นเอง ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของใคร จะต้องเลี้ยงตัวของเราให้ได้ มีอาชีพที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสัมมาอาชีวะ เลี้ยงตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระแก่สังคม
ถ้าเจอใครที่เขายังตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้ ก็ต้องคุยกับเขาว่า เป้าหมายชีวิตของคนเรา เกิดมาอย่างน้อยต้องตั้งฐานะของตัวเองให้ได้

เมื่อใดที่บุคคลดังกล่าว เขาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ มั่นคงขึ้นมาแล้ว ค่อยบอกเขาเป็น ประการที่2 ว่า...เกิดมาเป็นคนนั้น จะแค่ทำมาหากิน เลี้ยงชีพได้ ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ยังไม่พอ นั่นเป็นแค่เบื้องต้น ชั้นประถม หรือชั้นอนุบาลก็ว่าได้

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น...เนื่องจากว่า คนเราตายแล้วมันไม่สูญ มันยังมีชีวิตหลังความตาย ยังมีนรกมีสวรรค์อยู่หลังความตายอีก เพราะฉะนั้น นอกจากตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้แล้ว ต้องเตรียมปิดนรกแล้วก็เปิดสวรรค์ให้ตัวเองด้วย

ซึ่งการที่จะบอกใครว่า “ให้ปิดนรก เปิดสวรรค์ให้ตัวเองให้ได้”_ถ้าเขายังหาเช้ากินค่ำอยู่ ยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่ เราคุยกับเขาตรงนี้ยังยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม สนับสนุนให้เขาตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้ แล้วพอเห็นว่า มีแววตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็เริ่มพูด เริ่มแนะให้เขารู้ว่า ชีวิตหลังความตายยังมี แล้วเมื่อเขาเริ่มสนใจ ก็เริ่มขยายความให้เขาฟังว่า “ปิดนรกทำอย่างไร เปิดสวรรค์ทำอย่างไร”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ ถ้าจะปิดนรกให้ได้นั้น คนเราจะต้องหัดทำใจให้ใสให้เป็น เพราะว่าถ้าใจไม่ใส ใจยังขุ่นล่ะก็ นรกจะเปิดรอท่าอยู่ เอาว่าใจใสเลิกขุ่นกันได้แล้ว สวรรค์จะเปิดรอท่าอยู่

จากนั้น ค่อยขยายความ เมื่อเห็นว่า จังหวะได้ที่แล้ว เขาไม่เดือดร้อนในเรื่องทำมาหากินจนเกินไปแล้ว ก็บอกเขาเลยว่า คนที่จะปิดนรกให้ตัวเองได้นั้น

1.ต้องศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพูดง่ายๆ หัดฟังเทศน์ ฟังธรรมไว้บ้าง
2.ต้องหัดรักษาศีลกันบ้าง ถ้าไม่รักษาศีล เดี๋ยวจะไปทำกรรมชั่ว กรรมไม่ดีเข้า วันธรรมดา รักษาศีล5 ให้ได้ เริ่มแรก ทีละข้อสองข้อ หนักเข้า หนักเข้า เข็นให้ครบ 5ข้อให้ได้ ในที่สุดก็จะทำได้
3.มีศีลแล้วยังไม่พอ ต้องรู้จักทำบุญทำทานเสียบ้าง ตั้งแต่โตขึ้นมา เอาแต่ทำมาหากินอย่างเดียว มีแต่เอาผลประโยชน์จากโลกมาใส่ตัวอย่างเดียว มันไม่ได้ มันต้องให้กับโลกบ้าง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ชวนเขาทำทาน จะทำทีละน้อย หรือทีละมาก ก็ทำเถอะ จะทำบุญทำทานกับศาสนา หรือจะทำบุญทำทานสงเคราะห์โลก ได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากัน ขอให้ทำ

เมื่อเขามีศรัทธาในพระศาสนามาตามลำดับ รักษาศีลได้มั่นคงขึ้นมาตามลำดับ รู้จักทำทาน รู้จักเสียสละ รู้จักให้ต่อสังคม ให้กับโลกนี้มาตามลำดับ แล้วเราก็เพิ่มพูนให้เขาไปเรื่อยๆ ชวนมาวัด มาทำสมาธิ(Meditation) มาทำภาวนาเรื่อยๆไป ก็เป็นการเพิ่มพูนปัญญาทางธรรมให้แก่เขา ถ้าทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ปัญญาทางธรรมก็จะเกิด

เมื่อพอมีแววว่า ตั้งเนื้อตั้งตัวก็พอได้พอสมควร มีความเชื่อ มีความมั่นใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแล้ว ประการที่3 ค่อยไปชวนไปนิพพาน เป้าหมายสุดท้าย ไม่ใช่เจอหน้าใครก็ชวนไปนิพพานดะไปเลยล่ะก็ เดี๋ยวจะผิดหวัง เพราะเราหวังผิดๆไป
มองภาพตรงนี้ชัดๆ แล้วค่อยๆป้อนธรรมะไปทีละคำ เหมือนป้อนข้าวป้อนนมเด็กไปทีละคำ ทีละอึก อย่างนั้น เดี๋ยวเขาก็ไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตได้ โดยไม่ยากจนเกินไป




โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)

เรียบเรียง จาก รายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
www.dmc.tv
------------------------------









วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย

วัดพระธรรมกาย เป็นวัดหนึ่งในพระพุทธศาสนาเถรวาท
เปิดใจศึกษาบนพื้นฐานหลักการและเหตุผลที่ปราศจากอคติกันครับ

--------------------------------------------------------------------------


วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ...
ศึกษาคำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายในด้านแนวคิด วิธีการ 
และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์ถึงความสอดคล้องของคำสอนเรื่องนี้
กับหลักธรรมในคัมภีร์พุทธเถรวาท รวมทั้งวิเคราะห์จากกรอบความคิดในด้านสังคมวิทยาศาสนาด้วย 

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารในด้านคำสอนเรื่องบารมีของวัดพระธรรมกาย 
หลักธรรมที่เกี่ยวข้องในพระไตรปิฎกและอรรถกถา และความเห็นของบุคคลต่างๆ
ที่แสดงไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ 

โดยเฉพาะความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วยกับคำสอนของวัดพระธรรมกาย 

ผลการวิจัยพบว่า 

แนวคิดเรื่องบารมีของวัดพระธรรมกายนั้น สอดคล้องกับหลักธรรมในพระไตรปิฎก
และอรรถกถา ที่เด่นชัดคือ ในพระสูตร ทีปังกรพุทธวงศ์ 
ว่าด้วยพระประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้า และในพระสูตรจริยาปิฎก 
ส่วนวิธีการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายนั้นได้มีการสรุปเรื่องบารมี 10 ทัศนี้ 
อยู่ในรูปของหลักธรรมบุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีลภาวนา 
แต่เป็นการปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุ 3 ที่เป็นบารมี คือ กระทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย กระทำอย่างยิ่งยวดแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามแบบอย่างของพระโพธิสัตว์ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก 

ซึ่งเป็นการตีความที่มีเหตุผลตามหลักธรรมรองรับ 

สำหรับการวิเคราะห์ตามกรอบความคิดของสังคมวิทยาศาสนานั้น 
ผู้วิจัยเห็นว่าเหตุที่คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายสามารถทำให้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมากนั้น 

น่าจะมีผลมาจาก

คำสอนที่สามารถชี้แจงให้เห็นเหตุและผลได้อย่างเป็นขั้นตอน ง่ายต่อการปฏิบัติ และผู้สอนสามารถปฏิบัติตนให้เห็นเป็นแบบอย่างได้จริง 


ซึ่งผู้ที่นำคำสอนไปปฏิบัติสามารถเห็นผลดีได้จริงในชีวิตประจำวัน 

ส่วนความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วยกับคำสอนเรื่องการสร้างบารมี
ของทางวัดพระธรรมกายนั้น 

น่าจะมีอยู่หลายสาเหตุหลักด้วยกันคือ ...

ข้อกล่าวหาทางคำสอนเชิงอภิปรัชญาว่าผิดเพี้ยน การใช้หลักธรรมที่ต่างกันในการตีความ
การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัดที่ไม่ชัดเจน
การปฏิเสธวิธีการใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากประสบการณ์ของตน
และปัญหาด้านกาประชาสัมพันธ์ของวัด 

ซึ่งเมื่อมองในภาพรวมแล้ว 
คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายนี้ 
จัดเป็นแนวทางหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท
และมีประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนผู้นำไปปฏิบัติ 

หากทางวัดพระธรรมกายเพิ่มเติมเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมพุทธศาสนาเถรวาทที่รองรับคำสอนของทางวัด 
ก็น่าที่จะทำให้กระแสความไม่เห็นด้วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ลดลงไปในที่สุด


Cr. บทคัพย่อวิทยานิพนธ์ คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย
โดย สรกานต์ ศรีตองอ่อน
วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต.อักษรศาสตร์ (พุทธศาสน์ศึกษา)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย

------------------------









ทำไมคนเรายังทำความผิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดี

คำถาม:          

หลวงพ่อเจ้าคะ ลูกอยากกราบเรียนถามหลวงพ่อเจ้าค่ะ ทำไมคนเราถึงชอบทำความผิด ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าสิ่งนั้นไม่ดี และจะแก้ไขได้อย่างไรบ้างคะ

คำตอบ:    

ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นผิด  อะไรๆ ไม่ดีก็รู้หมด แต่อดไม่ได้ที่จะไปทำมันอีก ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดกับเรา  มันเกิดมาพร้อมกับโลกใบนี้เกิด เพราะใจมนุษย์คุ้นกับกิเลส  เหมือนปลาคุ้นน้ำ  ลองจับปลาเป็นๆ โยนขึ้นมาบนบก แล้วจะเห็นว่า  มันอยู่เฉยๆ หรือมันดิ้น จะเห็นว่ามันพยายามดิ้นจะกลับลงน้ำ  ซึ่งความจริงในน้ำน่าจะหายใจไม่ออก น่าจะสำลัก อยู่บนบกน่าจะหายใจคล่อง มันไม่ใช่  เพราะมันเป็นปลา มันคุ้นกับน้ำ มากกว่าคุ้นกับอากาศ มันก็เลยดิ้นจะกลับลงน้ำต่อไป

                ใจเราคุ้นอยู่กับกิเลส เมื่อเราอยู่ในท้องแม่  กิเลสก็ฝังอยู่ในใจ ติดตัวข้ามภพข้ามชาติมาแล้ว  เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยบีบคั้นใจเรามาตั้งแต่เกิด  บีบคั้นมาข้ามชาติยังไม่พอ  ชาตินี้บีบต่ออีก ให้เราคุ้นกับความไม่ดี เหตุนี้เองแม้รู้ว่าอะไรที่เป็นความดี  ยังไม่ค่อยอยากทำเลย  กลับย้อนไปทำความไม่ดีเสียอีก ใจคุ้นกับกิเลสเหมือนปลาคุ้นน้ำ

                 เพราะฉะนั้นในการแก้ไขตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เรามีความจำเป็นที่จะยึดหลักง่ายๆ ในการแก้ไขตัวเองก็คือ  นอกจากเราจะศึกษาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว สิ่งที่ต้องทำเพิ่มนั้น มีอะไรบ้าง

                 ๑.  หาคนที่เขามีกำลังใจในการประกอบคุณงามความดี หรือคนที่เขาเคยไม่เข้าท่าเหมือนเรามาก่อน  แต่วันนี้เขาชนะใจตนเองได้แล้ว    หาคนประเภทนี้มาเป็นครูให้ได้  ถ้าได้  โชคดียิ่งกว่าถูกล็อคเตอรี่รางวัลที่ ๑ ร้อยครั้ง  แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่ต้องทำต่อคือ หัดเพิ่มกำลังใจให้กับตัวเอง  วิธีเพิ่มกำลังใจให้ตัวเอง ทำอย่างไร?

                 หาคนที่เขาพอรู้ใจ  แล้วเขาก็มีความปรารถนาดีต่อเรา อยากให้เราเป็นคนดียิ่งๆ ขึ้นไป  ได้ใกล้ชิดกับท่านเหล่านี้บ่อยๆ ก็จะได้กำลังใจจากท่านมาบ้าง แต่ก็จะช่วยได้เป็นเพียงครั้งคราว

                 มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องสร้างกำลังใจเอง  ในการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองก็มีหลักง่ายๆ หลักขั้นต้น  ลองตรองดูว่าความผิดไม่เหมาะไม่ควรอะไร ต่างๆ นานา มีโทษทางบ้านเมืองขนาดไหน  มีโทษต่อการงานความเจริญก้าวหน้าของเราขนาดไหน พิจารณาให้มากๆ

                อีกเรื่องหนึ่ง ให้หนักเข้าไปอีกว่า โทษในฐานะที่เป็นความชั่ว นรกขุมไหนรอเราอยู่ ต้องลงโทษตัวเองกันขนาดนั้น  การลงโทษตัวเอง ตำหนิตัวเองแรงๆโดยเอานรกเป็นตัวตั้ง มันก็เป็นการให้กำลังใจได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน ตรงนี้คงต้องไปถามท่านผู้รู้ ท่านที่ฝึกสมาธิ(Meditation)มามาก แตกฉานธรรมะมามาก แล้วท่านจะมีวิธีแนะนำหรือชี้ขุมนรกต่างๆ ให้ฟัง

                 เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะทำให้เราเกิดความอายบาป กลัวบาปขึ้น คือมีหิริโอตัปปะเพิ่มขึ้นนั่นเอง และพลังแห่งความอายบาป กลัวบาป อายชั่ว กลัวนรกของเรา จะเป็นพลังขับดันให้เรา กล้าที่จะฝืนใจไม่ย้อนกลับไปทำความชั่วอีก  นี่เป็นประการที่ ๑.

                 ประการที่ ๒.  หมั่นนั่งสมาธิเยอะๆ ถ้าไม่มีกำลังใจในการนั่งสมาธิ ก็บอกได้คำเดียว “รีบตกนรกไปเถอะ” มันเป็นเรื่องที่เมื่อรู้แล้วมันจะต้องสู้ เพราะธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยได้เฉพาะคนที่คิดจะช่วยตัวเอง  ถ้ายังไม่คิดจะช่วยตัวเอง ใครก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะวิธีช่วยตัวเองและเพิ่มกำลังใจให้กับตัวเองที่ดีอีกอย่างหนึ่ง  ก็คือการนั่งสมาธินั่นเอง ให้นั่งไป ถึงแม้จะเมื่อยบ้าง ง่วงบ้าง สัปหงกบ้าง  ก็ไม่เป็นไร หลับตาแล้วก็ยังมืดมิด คิดอะไรก็ไม่ออก ก็ช่างมัน  ทำไปสักระยะหนึ่ง ไม่ช้าใจก็จะสงบ  แล้วใจมันก็จะนิ่ง จะสว่างขึ้นมาได้เอง  นี่เป็นวิธีสร้างกำลังใจให้กับตัวเองวิธีที่ ๒.

                 นอกจากตรึกนึกนรกแล้ว ยังตรึกนึกถึงธรรมะ แล้วทำสมาธิไป ยังมีอีกวิธีหนึ่ง ความจริงแล้วเป็นวิธีประกอบ แต่ว่าก็ได้ผลดี คือปู่ย่าตาทวดของเราก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว  แต่ว่าคนรุ่นหลังไม่ค่อยทำตาม โดยท่านมีห้องพระเอาไว้ให้  เหมือนจำลองเอาพระนิพพานมาไว้ในบ้าน เอาไว้สวดมนต์ นั่งสมาธิอย่างที่ว่า

                แล้วในห้องพระนั้น พระพุทธรูปก็มี รูปบรรพบุรุษของตัวเองที่ตั้งวงศ์ ตั้งตระกูล ตั้งฐานะมาได้ ก็มี ท่านประกอบคุณงามความดีไว้มาก รูปดีๆ ติดไว้ให้รอบบ้าน  ที่ทำงานด้วย ไม่เฉพาะภาพของบรรพบุรุษที่สร้างตระกูลเรามา แม้แต่บรรพบุรุษของชาติ  เอารูปของท่านมาติด  แล้วกำลังใจของเราจะเพิ่มขึ้น

                และรูปที่ไม่เหมาะสมทั้งหลาย ภาพเกี่ยวกับอบายมุข เอาไปทิ้งเสียให้หมด มีเอาไว้ก็อัปมงคล เทวดาจะไม่อยากมาลงรักษาบ้านเรา

             อะไรที่เป็นอุปกรณ์ส่งเสริมความดี เอามาจัดเตรียมไว้ให้เต็มบ้าน รูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านบำเพ็ญพระราชกรณียกิจให้กับพสกนิกรมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์  ไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากใดๆ เลย ควรมีท่านเอาไว้บูชา แล้วเราก็ทำความดีตามท่าน

             ยิ่งไปกว่านั้น  สำหรับผู้ชายใครที่เคยบวช รูปตัวเองสมัยบวช รูปของพระอุปัชฌาย์ ควรเอามาติดไว้ดูจะได้นึกถึงความดีที่เคยทำ  อย่างนี้บรรยากาศในการสร้างความดี ทั้งที่ทำงาน ทั้งที่บ้าน แม้ห้องพระ ห้องนอน มันพร้อมหมด อย่างนี้กำลังใจที่จะสู้กับกิเลส กำลังใจที่จะเพิ่มพูนความดีให้กับตัวเอง มันจึงจะทับทวีนับอสงไขยไม่ถ้วนให้กับเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเราก็จะสามารถทำความดีจนคุ้น กลายเป็นคนดีที่โลกต้องการ


โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)
เรียบเรียง จาก รายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
www.dmc.tv
--------------------------------