กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประเพณีบำเพ็ญบุญอุทิศกุศลในวันครบรอบละสังขารแก่ผู้ล่วงลับ


ความโชคดีของแผ่นดินไทย ประการหนึ่งซึ่ง สำคัญมาก คือ
การเป็นแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา
ธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย จึงมีพระพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของภูมิปัญญา
ที่นำมาซึ่งความสุขสันติความดีงามของสังคมในทุกช่วงยามของวิถีชีวิต  

ในยามชีวิตเมื่อคราละโลก  ไทยเราก็มีธรรมเนียมประเพณีบำเพ็ญบุญอุทิศกุศล
เพื่อแสดงความเคารพ ระลึกถึงคุณงามความดี ตลอดทั้งเป็นการส่งบุญกุศล
ให้แก่ผู้จากไปในสัมปรายภพ 


ซึ่งเป็นประเพณีอันดีงาม ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล
เมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารสร้างวัดเวฬุวัน ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และได้ประกอบพิธีกรวดน้ำอุทิศกุศลแด่พระญาติที่ล่วงลับ

ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงคุณธรรมและน้ำใจอันงดงามที่ญาติพี่น้องผู้เป็นที่รัก
และเพื่อนมนุษย์พึ่งมีต่อกัน

ประเพณีการบำเพ็ญบุญอุทิศกุศลตามธรรมเนียมพระพุทธศาสนา ในเมืองไทยเรา
นิยมประกอบพิธี 4 วาระสำคัญ  คือ

วาระที่ 1  เรียก บำเพ็ญกุศล “สัตมวาร” คือการบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้ตายเมื่อครบ 7 วัน
วาระที่ 2 เรียก บำเพ็ญกุศล “ปัณรสมวาร” คือการบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้ตายเมื่อครบ 15 วัน
วาระที่ 3 เรียก บำเพ็ญกุศล “ปัญญาสมวาร” คือการบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้ตายเมื่อครบ 50 วัน
วาระที่ 4 เรียก บำเพ็ญกุศล “ศตมวาร” คือการบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้ตายเมื่อครบ 100 วัน

อนึ่งหากแม้เรามีความเคารพรักและระลึกถึงผู้ที่ละจากโลกนี้ไปอยู่เสมอ
เราก็สามารถบำเพ็ญกุศล เช่น ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
แล้วตั้งใจอธิษฐานอุทิศกุศลไปให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักที่ล่วงลับได้ตลอดเวลาที่เราระลึกถึง

เพราะชื่อว่า “กุศล” หรือความดีใดๆ เมื่อเราทำ
ความเป็นมงคลความเจริญย่อมเกิดขึ้นแก่ตัวเรา
และแก่ผู้คนส่วนรวม ทั้งผู้ยังมีชีวิตอยู่ และแม้ผู้ที่ล่วงลับ เมื่อนั้น  



ด้วยความเคารพ
27 ตุลาคม 2559
ชาวศิวิไลซ์ 
----------------------------------




วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

๖๐ คำสอนพ่อหลวง ( พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช )



๑. ลูกจงจำไว้ว่า… การไม่ต่อสู้ในบางกรณี กลับเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ 
กว่าการต่อสู้ อย่างเอาเป็นเอาตาย

๒. ลูกจงอย่าเลือกของที่ชอบ ด้วยความอยากของลูก 
แต่จงเลือกด้วยสติปัญญา และพิจารณาถึงประโยชน์ 
และโทษของมันเสียก่อน

๓. ลูกจงอย่าโกรธคนไม่ดี ที่จริงเขาก็อยากดีเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าใจว่า 
อะไรเป็นความดี…อะไรคือไม่ดี

๔. ลูกจะตำหนิ ติเตียนใคร ก็จงดูตนเองเสียก่อน อย่าให้เขาย้อนว่าเราได้

๕. ลูกจะเห็นว่า ผู้มีสัมมาคาระวะ จะพบแต่ความเจริญ การอ่อนน้อม 
เป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษ การยกมือไหว้ผู้อื่นได้ คือการทำลาย ตัวกู-ของกู

๖. ลูกพ่อต้องเป็นคนแข็งแรง…ไม่แข็งกระด้าง ลูกพ่อต้องเป็นคนเรียบง่าย…
ไม่มักง่าย ลูกพ่อต้องเป็นคนอ่อนโยน..ไม่อ่อนแอ

๗. ลูกของพ่อ..คล่องแคล่วว่องไว เป็นปัจจัยแห่งความก้าวหน้าของครอบครัว

๘. เงินทองที่ลูกมี ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป ปัญญาที่ลูกหาได้ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน

๙. ถ้าลูกทำเด่น จะถูกคนเขาเขม่นและสมน้ำหน้า ลูกจะพลาดท่าลงมา..
เพราะความอยากเด่นอยากดัง

๑๐. ลูกจงจำไว้ว่า เงินทองเป็นของนอกกาย พ่อ แม่ สุขใจ เมื่อพี่น้องรักกัน

๑๑. ลูกจงโอนอ่อนผ่อนตามอย่างฉลาดและสุขุม การพ่ายแพ้ด้วยศิลปะ 
ดีกว่าการชนะด้วยอารมณ์

๑๒. ความกล้าหาญต้องประกอบด้วยสติปัญญา ถ้าลูกกล้าโดยไม่มีสติปัญญา 
เขาเรียกว่าคนบ้าบิ่น

๑๓. ลูกต้องทำทุกอย่างด้วยความสุจริต เมื่อสุจริต จิตผ่องใส เมื่อทุจริต จิตหมองไหม้

๑๔. ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่พ่อแม่จะให้แก่ลูก 
ความรู้และความประพฤติดีเท่านั้นที่พ่อแม่ควรมอบให้แก่ลูก…อันเป็นที่รัก

๑๕. ลูกหลีกทางให้เขา ก็คือหลีกทางให้เราหลุดพ้นจากอันตราย 
ในที่สุดก็จะได้รับผลดีด้วยกัน ทั้งเขาและเรา

๑๖. ปลายทางสุดท้ายของความไม่พอ คือ…ความทุกข์

๑๗. ลูกจงจำไว้ว่า…ผู้ที่ไม่ให้อภัยผู้อื่น คือผู้อ่อนแอทางจิตใจ 
การให้อภัยศัตรู คือการ สร้างมิตร

๑๘. ถ้าผู้อื่นหลอกเรา เรารู้ง่ายและแก้ไขได้ง่าย 
แต่ถ้าลูกหลอกตัวลูกเอง รู้ยาก แก้ไขได้ยาก

๑๙. ลูกควรจำสิ่งที่ควรจำ ลืมสิ่งที่ควรลืม ทำสิ่งที่ควรทำ 
และต้องรู้ว่า สิ่งใดควรทำก่อน สิ่งใดควรทำทีหลัง

๒๐. เมื่อลูกสังเกตดู จะพบว่าภายหลังเสียงหัวเราะ จะมีน้ำตา 
ภายหลังเสียน้ำตา จะเห็นแสงธรรม คือความจริงของชีวิต


๒๑. หกล้มเพราะก้าวเดินไปข้างหน้า ยังดีกว่าลูกยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่ 
เพราะถ้าลูกยืนไม่ดี…ก็จักมีคนมาถีบให้ล้มอยู่ดี

๒๒. ลูกจงหาความสุขกับปัจจุบัน อย่าใฝ่ฝันถึงอนาคต อย่าหมกอยู่กับอดีต จะทุกข์

๒๓. โชค…เข้าข้างผู้ที่มีความอ่อนน้อมเสมอ ถ้าลูกเป็นผู้น้อยที่นอบน้อมผู้ใหญ่ ใคร ๆ ก็รัก 
ถ้าลูกเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจผู้น้อย ผู้น้อยก็มีความภักดี

๒๔. ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง ขอให้ลูกคิดอยู่เสมอว่า 
ถ้ามีสิ่งใดในโลก ที่ผู้อื่นทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราจะทำไม่ได้

๒๕. ความโศกเศร้าเสียใจ มิได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์อะไร 
นอกจากทำให้ศัตรูของเราดีใจและสมน้ำหน้า

๒๖. เมื่อพบภัยที่อยู่ข้างหน้า จงหนีเข้าหาพระดีกว่าหนีเข้าหาโจร 
ซึ่งโจรจักฉกฉวยโอกาสเอาจากเราเสมอ…อย่างคาดไม่ถึง

๒๗. คนเรามีความโลภทุกคน ถ้าโลภมาก…ก็จะทุกข์มาก
ถ้าโลภน้อย…
ก็จะทุกข์น้อย ถ้าไม่โลภ…ก็จะไม่ทุกข์

๒๘. ถ้าลูกประพฤติดี ลูกก็จะพบกับคนประพฤติดี
ถ้าลูกประพฤติชั่ว 
ลูกก็จะพบกับคนประพฤติชั่ว
ขอให้ลูกเลือกคบให้ถูกต้องเถิด ลูกจักเป็นคนที่โชคดี

๒๙. ลูกอย่ากลัวไปเลยว่า จะได้แต่งงานกับคนไม่ดี ถ้าลูกไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยว 
ลูกก็จะพบคู่ครองที่ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยวเช่นกัน

๓๐. ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต้องการคำอ่อนหวาน ลูกก็เช่นกัน 
ควรพูดคำอ่อนหวานแก่ผู้อื่น เมื่อลูกอ่อนหวานแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็จะอ่อนหวานกับลูก

๓๑. ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมตัว เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียคน 
ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่าผิดศีลธรรม

๓๒. ลูกจงจำไว้ว่า… ศัตรูวันนี้ อาจเป็นมิตรในวันหน้า 
เพราะฉะนั้น อย่าทำอะไรเขารุนแรงและเกินเลย

๓๓. ลูกจงสนุกกับการใช้เงิน และพร้อมกันนั้น ลูกต้องสนุกกับการเก็บรักษาเงินด้วย 
และยิ่งกว่านั้น ต้องสนุกกับการหาเงินอย่างไม่เป็นทุกข์ คือหาด้วยความถูกต้อง

๓๔. การกระทำของลูก บางครั้งยังไม่ถูกใจตนเอง
แล้วจะให้คนอื่นทำถูกใจเราเสมอไป 
ได้อย่างไร คิดแค่นี้ลูกก็จะไม่โกรธคนอื่น

๓๕. ถ้าลูกกล้าอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ฉลาด
ถ้าลูกกล้าอย่างบ้าบิ่น ก็จะเป็นคนโง่ 
ขอให้ลูกจงกล้าหาญ อย่างชาญฉลาด

๓๖. บาปและบุญทั้งปวงที่ลูกกำลังทำในขณะนี้ สักวันหนึ่งจักรวมตัวกันมาสนองแก่ลูก 
สิ่งที่ลูกได้รับอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลจากการกระทำของลูกทั้งสิ้น

๓๗. ลูกจงจำไว้ว่า… ธรรมชาติไม่เคยให้อภัยใคร ใครทำอย่างใด ต้องได้รับอย่างนั้น 
แต่ธรรมชาติก็ให้โอกาสทุกคนเสมอ แต่คนเรา…โดยส่วนมาก ไม่ค่อยยอมรับโอกาสนั้น

๓๘. เมื่อมีปัญหา แก้ให้ถูกจุด จักพ้นทุกข์เร็ว
อย่าเป็นเช่นคุณยายแก่ ๆ มองหาเข็มที่เสาไฟ เพราะมีแสงสว่าง
แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ เพราะเหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
เข็มหายในบ้าน แล้วมาหานอกบ้าน เพียงเพราะในบ้านไม่มีแสงไฟฟ้า…
น่าขันไหมล่ะ

๓๙. ลูกจงจำไว้ว่า คนเห็นแก่เงิน คบยาก
คนเห็นแก่งาน คบง่าย คนเห็นแก่ผู้อื่น คบสบาย

๔๐. ถ้าลูกปรารถนาให้ผู้อื่นรัก ลูกต้องทำตัวให้น่ารัก ลูกจึงจะเป็นที่รักของผู้อื่น

๔๑. ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม สำคัญที่สุด…ลูกอย่าข้ามตัวเอง

๔๒. ผู้กล้าหาญ คือผู้ที่สามารถบังคับตัวเองได้ ถ้าลูกจักปลูกต้นไม้ 
ต้องบำรุงรากแต่ถ้าจะปลูกจิตใจ ต้องบำรุงด้วยศีล ด้วยธรรม

๔๓. ลูกเกิดเป็นคนแล้ว ต้องพยายามทำดีที่สุด เมื่อทำดีที่สุดแล้ว นอกนั้นแล้วแต่ฟ้าลิขิต 
โบราณว่า ลิขิตเป็นของฟ้า ( ผลของการกระทำ ) ชะตาเป็นของคน ( การกระทำของตัวเอง )

๔๔. ลูกควรจะยอมผิดใจกับคนสุภาพชน แต่อย่าผิดใจกับคนพาล 
จะเดือดร้อนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

๔๕. การไม่ระวังการใช้จ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้ล่มจมได้ 
ดังเช่นเรือมีรูรั่วเล็กๆ อาจทำให้เรือใหญ่จมได้

๔๖. โรคภัยทางร่างกาย จะเข้ามาทางปาก ภัยพิบัติ ก็จะออกจากปากของเราเช่นกัน 
เมื่อลูกจะพูดสิ่งใด จงพิจารณาให้ดีๆ

๔๗. การโกรธ เป็นวิสัยของปุถุชน การให้อภัย เป็นวิสัยของบัณฑิต ลูกพ่อจะเป็นบัณฑิต 
จึงต้องฝึกการให้อภัย ด้วยความมีเมตตา เพราะเมตตาแก้ความโกรธได้

๔๘. การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก ยามลูกมีอำนาจ จงอย่าเหลิงอำนาจ 
ยามลูกมีความสุขก็อย่างหลงระเริง ระวังความทุกข์จักตามมา

๔๙. ถ้าลูกให้เงินเพื่อนยืม…ระวังจะเสียเงิน…จะเสียเพื่อน…จะเสียใจ 
เพราะฉะนั้นลูกอย่าให้เงินใครยืม ถ้ามีก็ให้เขาไปเลย

๕๐. ถ้าลูกระแวงสงสัยใครแล้ว ลูกอย่าทำธุรกิจร่วมกัน เพราะจะมีแต่ระแวงกัน 
การงานไม่ราบรื่น ความทุกข์จะเข้ามาในจิตใจลูก

๕๑. เรือที่ออกทะเล ปฏิเสธคลื่นลมไม่ได้ ฉันใด ชีวิตของลูก ปฏิเสธอุปสรรคไม่ได้ ฉันนั้น

๕๒. ลูกสังเกตดูจักรู้ว่า ผู้เป็นคนดี มักอ่อนน้อมถ่อมตน

ผู้โง่เขลามักหยิ่งยโส ทะนงตน
คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาด หรือยากให้คนอื่นรู้ว่าฉลาด จึงโอ้อวด คุยเบ่ง ทับถมคนอื่น
ส่วนคนฉลาดมักไม่อวดตัว จักเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่หยิ่งยโส ไม่โอหัง 
และชอบประกาศความดีของผู้อื่น

๕๓. แมลงผึ้ง ชอบของหอมของหวาน แมลงวัน ชอบของเหม็นของเน่าเสีย
ถ้าลูกชอบสิ่งที่ไม่ดี คบคนไม่ดี คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ไปสู่สถานที่ไม่ดีแล้ว
ลูกก็จะเปรียบเช่นแมลงวัน ซึ่งไม่มีใครชอบหรืออยากจะให้ความรัก

แต่ถ้าลูกคิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี และไปแต่เฉพาะที่ดี
ลูกก็เป็นเช่นแมลงผึ้ง คนดีใคร ๆ ก็อยากคบด้วย
ถ้าลูกเป็นแมลงผึ้ง ลูกก็จะได้พบกับดอกไม้
ถ้าลูกเป็นแมลงวัน ลูกก็จะได้พบกับของเน่าเหม็น
คำโบราณว่าไว้ ขี้เกียจ เป็นแมลงวัน
ขยัน เป็นแมงผึ้ง

๕๔. ผู้ที่รู้จักประมาณตน เป็นคนฉลาด ลูกควรใช้จ่ายตามฐานะ ลูกจักไม่ขัดสนตลอดไป

๕๕. ถ้าลูกมีความพากเพียรและถ่อมตนแล้ว ภายใต้ท้องฟ้า…ลูกของพ่อจักทำได้ทุกสิ่ง 
ธรรมะสอนไว้ว่า คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร

๕๖. ถ้าลูกทำงานด้วยความรีบร้อน ร้อนรน มักทำความผิดพลาด มาให้ลูกเสมอ ลูกต้องทำด้วยความรวดเร็ว แบบมีสติ จึงจะประสบความสำเร็จได้อย่างถูกต้องและราบรื่น

๕๗. การนินทาและว่าร้ายต่อผู้อื่น… มันเจ็บปวดมากว่ามีดที่กรีดเนื้อเขา มากมายหลายเท่านัก 
เมื่อลูกเข้าใจอย่างนี้แล้ว อย่านินทา อย่าว่าร้ายผู้อื่นเลย 
เพราะเมื่อเขาเจ็บปวดเพราะคำพูดของเราแล้ว 
เขาก็สามารถทำความผิดกับเราได้ เราก็เดือดร้อน

๕๘. คนขี้เกียจ มักอ้างว่า ยังไม่ต้องทำ
เพราะเช้าไป เพราะเย็นไป
เพราะร้อนไป เพราะหนาวไป
เพราะฝนตก เพราะแดดออก
ถ้าลูกอ้างอย่างนี้ จะทำอะไรก็จะไม่สำเร็จ

๕๙. ในสมัยนี้ ใครก็ชอบแต่ของดี ๆ แต่ไม่รู้ว่า อย่างไรถึงจะดี จึงขอเตือนว่า

ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่จะคิด ลูกต้องคิดแต่ดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่พูด ลูกต้องพูดดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่ทำ ลูกต้องทำดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่จะคบคน ลูกต้องคบคบดีดี
ลูกของพ่อ…ดีแต่จะไป ลูกต้องไปดีดี
ลูกจง คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดีดี

๖๐. ถ้าลูกละเลยเรื่องเล็กน้อย กระทำผิดเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน 
ลูกอาจต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวง ในภายหลัง

................................



ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม
รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
20 ตุลาคม 2559
ชาวศิวิไลซ์
............................

ขอขอบคุณข้อมูล Forward message 









พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช " ๑๒ ข้อคิดในการใช้ชีวิต"





๑. "อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น"

๒. "เมื่อมีคนเล่าว่า... เขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม
เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งตามสบาย"

๓. "รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เหมือนกัน"

๔. "หยุดอ่าน คำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์
ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง"

๕. "จะคิดการใด จงคิดการให้ใหญ่ๆ เข้าไว้
แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย"

๖. "หัดทำสิ่งดี ให้คนอื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เข้ารู้"

๗. "จำไว้ว่า... ข่าวทุกชนิดถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น"

๘. "เวลาเล่นเกมส์กับเด็กๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถอะ"



๙. "ใครจะวิจารณ์เราก็ช่าง ไม่ต้องเสียเวลาโต้ตอบ"

๑๐. "ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่สอง แต่อย่าให้ถึงครั้งที่สาม

๑๑. "อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ"

๑๒. "ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว
อะไรๆ มันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก"

...................



ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม
รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

20 ตุลาคม 2559
ชาวศิวิไลซ์
.................................

ขอบคุณข้อมูล Forward message 

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะ
ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงผนวชในพระพุทธศาสนา
และประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงเสด็จออกผนวชเป็นเวลา ๒ สัปดาห์
โดยเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ เวลาบ่ายโมงทรงผนวช
โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัฌาย์
พระศาสนโสภณเป็นพระกรรม วาจาจารย์
และสมเด็จพระวันรัตเป็นผู้ถวายอนุสาสน์
ทรงได้รับพระสมณนามจากพระ ราชอุปัธยาจารย์ว่า “ภูมิพโล”
ทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยาในวัดบวรนิเวศวิหาร
และทรงลาสิกขาเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙


ในระหว่างที่ทรงผนวช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระองค์
ตามแนวทางแห่งพระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไปอย่างเคร่งครัด
ทรงลงพระอุโบสถทำวัตรและออกบิณฑบาตเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด
ซึ่งภาพที่พระองค์ทรงเป็นพระภิกษุและออกบิณฑบาตนั้นเป็นภาพที่ประทับใจ
พสกนิกรชาวไทยอยู่มิรู้ลืม

พระราชกรณียกิจในด้านการศาสนาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ
ให้จัดทำพระพุทธรูปปางมารวิชัยขึ้น เรียกว่า “พระพุทธนวราชบพิตร”
เป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาล
โดยที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตรได้บรรจุพระพุทธรูปพิมพ์ “กำลังแผ่นดิน” 
หรือ “หลวงพ่อจิตรลดา” ไว้ ๑ องค์  
สำนักพระราชวังได้วางระเบียบเกี่ยวกับพระพุทธนวราชบพิตรไว้ว่า 
เมื่อจังหวัดต่างๆ ได้รับ พระพุทธนวราชบพิตรไปแล้ว 
เมื่อใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดใด 
ก็ให้อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรมาประดิษฐาน 
เพื่อให้พระองค์ทรงสักการะด้วยพระพุทธนวราชบพิตร 
จึงเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งองค์พระเจ้าอยู่หัว 
เป็นศูนย์รวมแห่งความจงรักภักดีที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย


นอกจากนี้แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้การอุปถัมภ์แก่คณะสงฆ์ไม่เคยขาด 
เช่น การพระราชทานสมณศักดิ์แก่คณะสงฆ์ 
ดังจะเห็นปรากฎอยู่ในพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้การทำนุบำรุงและบูรณะวัดต่างๆ เรื่อยมา 
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกวัดราษฎร์ให้เป็นพระอารามหลวง 
ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง 
เพื่อนำไปสร้างวัดญาณสังวราราม มหาวิหาร จังหวัดชลบุรี 
และวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร 
พร้อมกับทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

นอกจากนี้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม  และพระราชกรณียกิจที่สำคัญเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระศาสนาอีกประการ 
ในรัชกาลของพระองค์คือ การสร้างพระพุทธมณฑล 
โดยพระบาทสมเด็จพะรเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจะจัดสร้างขึ้น 
เพื่อฉลองมงคลกาลสมัยที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ ๒๕๐๐ ปี 
ในวันวิสาขบูชา ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๐๐ 
ทางรัฐบาลมีมติเห็นชอบกับข้อเสนอของคณะกรรมการจัดงานเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ 
ว่าควรมีการสร้างปูชนียสถานเป็นพุทธศูนย์กลางอุทยานทางพุทธศาสนา 
ดังนั้นจึงมีมติให้จัดสร้าง “พุทธมณฑล” ขึ้น ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันระหว่าง อ. สามพราน และอ.นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 
และได้ถวายบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
เสด็จไปวางศิลาฤกษ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๙๘ 
และได้มีงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระพุทธศาสนาดำรงมาครบ ๒๕ ศตวรรษ 
ในระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๐๐

การบำเพ็ญพระราชกุศล

สำหรับการบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนานั้น 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปฏิบัติอยู่เป็นนิจ 
พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเป็นประจำทุกปี ในวันสำคัญทางศาสนาคือ

๑.วันมาฆบูชา

            พระราชพิธีเนื่องในวันมาฆบูชาของพระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรี 
เรื่มมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ 
โดยจะประกอบพิธีในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
แต่หากเมื่อใดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ทรงเสด็จไปยังสถานที่สำคัญทางศาสนาในหัวเมือง เช่น 
พระปฐมเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉาย 
ก็จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในมหาฤกษ์มาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ


            ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช 
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่กองพระราชพิธี สำนักงานพระราชวังทำเทียนรุ่ง 
(เทียนที่จุดได้ตลอดคืน) ไปตั้งถวาย ณ ที่ประทับเพื่อทรงเจิม 
โดยพระราชทานให้แก่อารามหลวงใช้ในราชการบูชากพระรัตนตรัย 
เมื่อถึงวันมาฆบูชาในช่วงบ่าย 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
จะเสด็จไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
หากไม่ได้เสด็จด้วยพระองค์เองก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
ให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์เป็นประจำเรื่อยมา

๒. พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรง พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประจำฤดู

พระแก้วมรกต พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร
            เมื่อคราวที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชย์ 
ได้ทรงสร้างบ้านเมืองใหม่และย้ายพระนคร 
ได้ให้มีการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ในเขตพระราชวัง 
และทรงอัญเขิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถแล้วทรงพระกรุณา 
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูฝนและฤดูร้อนถวาย 
ครั้นต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ 
ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง 

            พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร 
ถือเป็นพระราชพิธีที่สำคัญอีกพระราชพิธีหนึ่ง 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเปลี่ยนเครื่องทรงเองเป็นประจำทุกปี 
โดยเครื่องทรงแต่ละประเภทนั้นจะเปลี่ยนในวันที่เปลี่ยนฤดู 
หากในคราใดที่ไม่ได้ทรงเสด็จไปด้วยพระองค์เอง 
ก็จะโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพระบรมวงศ์เธอพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเสด็จไปแทน

๓. วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญอักวันหนึ่งของชาวพุทธเรายึดถือกันมาช้านาน 
เพราะวันวิสาขบูชานั้นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน 
พุทธศาสนิกชนจึงพร้อมใจกันทำพิธีสักการบูชาในวันนี้ 
พระมหากษัตริย์ไทยเองก็เช่นกัน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย 
และได้มีพระราชพิธีนืเรื่อยมาจากอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

            พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันวิสาขบูชา 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
ให้จัดเป็นพระราชพิธีสองวันติดต่อกันคือ เป็นงานวันตั้งเปรียญวันหนึ่ง 
และเป็นส่งของงานพระราชพิธีวิสาขบูชาอีกวันหนึ่ง 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีวิสาขบูชา 
ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓

            ในบางปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปประทับแรมนอกพระนคร ก็จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา 
ณ วัดใกล้ที่ประทับแรม ส่วนในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์ทรงปฏิบัติราชภารกิจแทนพระองค์ 
ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๕ เป็นต้นมา 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลตามสถานที่ต่างๆ เช่น 
พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช 
วัดโสธรวรมหาวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น นับแต่พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นมา 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่สำคัญๆ ทางศาสนา 
เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันวิสาขบูชาเป็นส่วนพระองค์เรื่อยมา 
โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จแทนพระองค์ 
เพื่อประกอบพระราชพิธีวิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

๔. พระราชพิธีวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

            พระราชพิธีอัฎฐมีบูชาหรือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า 
จะมีขึ้นในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ หรือนับต่อเนื่องไปจากวันวิสาขบูชาอีก ๘ วัน 
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ 
พระราชพิธีนี้เป็นพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันโดยเฉพาะ 
โดยทรงกำหนดให้เป็นพิธีหลวง และได้มีพระราชอุทิศเทียนรุ่ง
เพื่อบูชาพระรัตนตรัยให้แก่อาราม ๗ แห่ง


๕.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและพระราชพิธีเข้าพรรษา

            เป็นพระราชพิธีที่พัฒนามาจากพระราชพิธีหล่อเทียนพรรษา 
และฉลองเทียนพรรษาซึ่งมีอยู่แต่เดิม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
ให้กำหนดพระราชพิธีอาสาฬหบูชาเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นงานพระราชพิธี ๒ พระราชพิธีต่อเนื่องกัน

            การหล่อเทียนพรรษาเป็นพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ไทย 
ทรงปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ 
โดยการหล่อเทียนพรรษาจะมีขึ้นในเดือน ๗ ก่อนวันเข้าพรรษา 
และเมื่อหล่อเสร็จแล้จะนำไปถวายยังวัดต่างๆ ไว้สำหรับจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอดช่วงเข้าพรรษา 
ในตอนต้นรัตนโกสินทร์นั้นจะหล่อเทียนด้วยสีผึ้ง 
จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการหล่อเทียนด้วยสีผึ้งเสีย 
โดยมีพระกระแสรับสั่งให้ทำเป็นไม้ปั้นลายรักปิดทองแทน 
แล้วให้ทำเป็นตะกั่วสำหรับหยอดสีผึ้งลงไปสำหรับใช้จุดในวันแรกส่วนวันอื่นๆ นั้น
ให้ใช้การเติมน้ำมันลงไปแทน สำหรับเทียนสีผึ้งอย่างเก่า
ให้คงไว้เฉพาะที่วัพระศรีรัตนศาสดารามและวัดต่างๆ อีกเพียงไม่กี่แห่ง

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเนื่องในพระราชพิธีเข้าพรรษา
มาตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ จวบจนกระทั่งปัจจุบัน 
โดยจะพระราชทานเทียนพรรษาให้แก่วัดต่างๆ ทั่วประเทศ 
ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง รวมถึง ๖๔ วัด นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานพุ่มเทียนให้แก่พระสงฆ์ 
โดยพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานพุ่มเทียน จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช 
สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระเปรียญธรรม ๙ ประโยค 
และพระครูสัญญาบัตรตั้งแต่เจ้าอาวาสอารามหลวงชั้นตรีขึ้นไปกับพระนาคหลวง



๖. พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระกฐิน


            เป็นพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญมาเป็นประจำทุกปี 
เพื่อทรงพระอนุเคราะห์ให้หมู่สงฆ์ได้รับประโยชน์ในทางพระวินัย 
การถวายกฐินในปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ตามฐานะของวัดที่ได้รับพระราชทาน

            ๑. พระกฐินหลวง ได้แก่กฐินที่เสด็จไปถวายด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
ให้พระราชวงศ์ หรือองคมนตรีนำไปถวายให้แก่อารามหลวง

            ๒. กฐินพระราชทาน ได้แก่กฐินที่พระราชทานให้แก่กระทรวง ทบวง กรม องค์กร 
สมาคมหรือเอกชนนำไปทอดถวายพระสงฆ์ แก่พระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร 
นอกเหนือจากอารามหลวงดังกล่าวในข้อ ๑.

            ๓. กฐินต้นหรือกฐินส่วนพระองค์ คือพระกฐินที่เสด็จโดยพระองค์เอง
ไปถวายแก่วัดราษฎร์เป็นส่วนพระองค์เอง

องค์อัครศาสนูปถัมภก    

นอกจากจะทรงเป็นพุทธมามกะแล้วยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกอีกด้วย
ทรงอุปถัมภ์ศาสนาทุกศาสนา ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ 
ดังจะเห็นได้จากการ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน
ในงานฉลองครบรอบ ๕๐๐ ปี แห่งศาสนาซิกซ์ ตามคำ อัญเชิญของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา 
และในงานเมาลิดกลางของอิสลามิกชน


ขอขอบคุณข้อมูล : http://www.chaoprayanews.com พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา



วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ตามพระราชดำริ


มื่อครั้งมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม ๙
ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๑
ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ และชุมชน
ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการบึงพระราม ๙ ดังกล่าว
พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน
ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่
และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา
เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า
“ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ”


โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์
และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆราวาส
ในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น
โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา
เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด
ทำหน้าที่ในรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราชประสงค์
ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย
เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้
ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรม แก่เยาวชน และประชาชนในชุมชน
เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวม
อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการเปิดประชุมยุวพุทธิกสมาคม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๘
ความตอนหนึ่งดังต่อไปนี้

“...จุดมุ่งหมายโดยตรงแท้ของศาสนาทั้งปวง
และโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนามุ่งจะให้บุคคลศึกษาพิจารณาหลักการ
และแนวความคิดในศาสนธรรม และน้อมนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
และปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ
เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการครองชีวิต คือ
ให้เกิดความผาสุก ความร่มเย็น และความเจริญในแต่ละบุคคลในส่วนรวม
และให้เกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นอันเป็นปรมัตถประโยชน์
ดังนั้นการบำรุงส่งเสริมพระศาสนาจึงควรจะได้กระทำให้ถูกเป้าหมาย...”


14 ตุลาคม 2559
ชาวศิวิไลซ์
-------------------

ขอบคุณข้อมูล
http://bit.ly/2dAZPqD

การบำเพ็ญกุศล สัตมวาร ปัญญาสมวาร ศตมวาร


"ปุพเพเปตพลี" หรือ "การทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย"
เริ่มมีมาในครั้งพุทธกาล
สมัยที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างวัดเวฬุวันถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้า



จนเป็นธรรมเนียมของการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ตาย
ของชาวพุทธเราจวบจนปัจจุบันนี้

 ดังนั้น เมื่อเรานึกถึงคุณความดีของผู้ล่วงลับไปแล้ว
ก็ควรทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องหรือญาติๆ ที่มีอุปการคุณแก่เรา
เราควรตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการทำบุญไปให้
เป็นหน้าที่อีกอย่างของบุตรธิดาที่ต้องทำเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว
เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา


การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายในวาระครบรอบวัน นิยมมี ๓ วาระ คือ
ครบรอบ ๗ วัน เรียกว่า ทำบุญสัตมวาร
ครบรอบ ๕๐ วัน เรียกว่า ทำบุญปัญญาสมวาร
และครบรอบ ๑๐๐ วัน เรียกว่า ทำบุญศตมวาร


สัตมวาร
อ่านว่า “สัด-ตะ-มะ-วาน” ไว้ว่า
วันที่ครบ ๗, วันที่ ๗ ใช้ว่า สัตตมวาร ก็มี
ปกติใช้เรียกกำหนดการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายเมื่อครบ ๗ วัน เรียกว่า ทำบุญสัตมวาร
เรียกทั่วไปว่า ทำบุญ ๗ วัน เช่นใช้ว่า

“กำหนดการทำบุญบำเพ็ญกุศลสัตมวาร”
 “เนื่องในการทำบุญครบรอบสัตมวารของนาย........
ขออาราธนาพระคุณเจ้าไปสวดพระพุทธมนต์และฉันภัตตาหารเพล...”

ปัญญาสมวาร

ถ้าเป็นการทำบุญ ๕๐ วัน เรียกว่า ทำบุญปัญญาสมวาร อ่านว่า ปัน-ยา-สะ-มะ-วาน”
ใช้ในการนับวันเวลาของเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่มาบรรจบครบ ๕๐  วัน
ปกติใช้นับวันเวลาการตายของบุคคล

ศตมวาร


ส่วนคำว่า “ศตมวาร” อ่าว่า “สะ-ตะ-มะ-วาน”
เจ้าคุณทองดีได้ให้ความหมายไว้ว่า วันที่ครบ ๑๐๐ วันที่ ๑๐๐ เขียนว่า สตมวาร ก็มี
ใช้ในการนับวันเวลาของเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่มาบรรจบครบ ๑๐๐ วัน
ปกติใช้นับวันเวลาการตายของบุคคล
และมีการทำบุญอุทิศไปให้ผู้นั้นเนื่องในวันครบ ๑๐๐ วัน
เรียกการนี้ว่า ทำบุญศตมวาร


จากหนังสือ "คำวัด"
โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต)
เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม



ด้วยความเคารพ
14 ตุลาคม 2559
ชาวศิวิไลซ์

Blog Archive