กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดอกไม้งาม "ธรรมกาย" กำลังเบ่งบานที่ต่างแดน



At the same time, a large number of people in Thailand.
see วัดพระธรรมกาย like the bad guy.
the serious crimes.

But in the country with the new year.
in the top priorities of the world, such as the United States.
Russia, the UK, Germany and Japan.
both the enterprise, and universities.
need from วัดพระธรรมกาย

to teach on a number of
to measure teachers, who sends her to work.
Because demand is more than supply.

# If the วัดพระธรรมกาย
like a flower. beauty, while the people.
around the world happy to see the flowers.
beautiful flowers, and to the plant to plant

Cr.Thammawat Kusara




วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

วัดพระธรรมกาย ในสายตาของชาวต่างชาติ !



ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินผู้ก่อตั้งวัดฝอกวงซาน 
ได้ทำนายไว้ตั้งแต่ครั้งมาเยือนไทยเมื่อราว ๒๕ ปีก่อน 
ต่อไปวัดพระธรรมกายจะเป็นองค์กรพุทธศาสนาที่ใหญ่ระดับสากล 

ในขณะที่ศาสนิกฝ่ายเถรวาทและมหายานบางคนมองว่านิกายตนดีกว่าอีกนิกาย 
แต่รองเจ้าอาวาสฝอกวงซานสาขาไทยพระธรรมจารย์หุ้ยหลุน 
ได้กล่าวว่า... วัดพระธรรมกายเป็นพุทธเถรวาท
แต่กลับอุดมไปด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่เหมือนพุทธมหายาน
ทำให้เรารู้สึกเลื่อมใส 

(มหายานเขายืนยันเองว่าวัดพระธรรมกายไม่ใช่มหายาน
เพราะต่างจากมหายานอย่างเด่นชัด  และยืนยันว่าเป็นเถรวาท  แต่หัวใจหนะยิ่งใหญ่)  

พระลามะธรรมาจารย์หวินตัน
ผู้มีความชำนาญทั้ง บาลี จีน สันสกฤต ทิเบต ได้กล่าวว่า...
จากการที่ได้ร่วมงานกับพระวัดพระธรรมกาย...
เห็นถึงความสามารถทางบาลีที่ลึกซึ้งทั้งในพระไตรปิฏกและอรรถกถา   

ศาสตราจารย์หลี่ซื่อหลง  มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้กล่าวในปี ๒๐๑๓ ว่า...
ทางวัดพระธรรมกายเชิญศาสตราจารย์กรอมบริช  จากออกฟอร์ดมาได้อย่างไร 
มหาวิทยาลัยปักกิ่งเชิญไปเขายังไม่ตอบรับ 
แสดงว่าโครงการพระไตรปิฏกของวัดพระธรรมกายเป็นงานวิชาการระดับถึงกึ๋น 

ศาสตราจารย์ครอสบี้ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน 
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพุทธเถราวาทในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ถามกลับคนที่สงสัยเรื่องวินัยของพระวัดพระธรรมกายว่า... 
เธอเคยมาวัดพระธรรมกายเห็นพระท่านมีศีลาจารวัตรงดงาม
เธอคิดว่าหลังจากเธอออกจากวัด แล้วเขาจะปิดประตูเปิดผับหรือ 

ชาวต่างชาติมากมายที่ไม่ใช่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย
และเป็นบุคคลสำคัญในวงการพุทธศาสนา 
ท่านเหล่านั้นเข้ามาสัมผัส  พูดคุยรู้จักกับพระวัดพระธรรมกาย 
และมีความมั่นใจในวัดพระธรรมกายยิ่งกว่าคนไทย

และไม่หวั่นไหวกับข่าวใดๆในประเทศไทย เพราะอะไรหนะเหรอ !? 
เพราะเขาเหล่านั้นได้เจอกับตัว  จึงมีข้อมูลในการพิจารณามากพอ 
สิ่งใดคือ สิ่งที่จริง  สิ่งใดคือ สิ่งที่บิดเบือน 
ยิ่งยุคนี้เพจปลอม เฟสปลอมมากมาย
หากคุณไม่เคยเข้ามาสัมผัสและรู้จักวัดพระธรรมกาย 
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังถูกหลอกอยู่หรือป่าว

อะไร!ทำให้เมื่อ ๒๕ ปีก่อน ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินถึงได้ทำนายล่วงหน้าว่า...
วัดพระธรรมกายจะยิ่งใหญ่   ทั้งๆที่ตอนนั้น  มีแค่โบสถ์ และลานดิน  

ในหนังสือร้อยคำกับการทำงาน   ๒ 往事百語
วัดฝอกวงซานไต้หวันที่มีศูนย์สาขากว่า ๒๐๐ ศูนย์สาขาทั่วโลก
มีช่องทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร มหาวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ เป็นขององค์กรตนเองนั้น 
ผู้ก่อตั้งฝอกวงซานท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินได้กล่าวว่า...
วัดฝอกกวงซานก่อตั้งก่อนวัดพระธรรมกายไม่ถึง ๑๐ ปี 
แต่มั่นใจว่าในอนาคต วัดพระธรรมกายจะพัฒนาได้เร็วกว่า 
ดูจากประสิทธิภาพของการพัฒนาคน
และ ๑ ที่อาตมาเห็นคือ คุณซุ่นตี่(ฟั่นซูจื้อ 范淑智)ที่เป็นชาวไต้หวัน 
ได้ฝึกตนมาเป็นเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย 
ตอบกับอาตมาว่า  ฉันไม่เหนื่อย
ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีมีความสุขที่ได้ทำงานกับวัดพระธรรมกายแบบไม่ได้ค่าตอบแทน 
อาตมาจึงถามต่อว่า  ทำงานแบบไม่มีค่าตอบแทนแล้วดียังไง ?
เธอตอบอาตมาว่า หากทำงานที่มีค่าตอบแทนก็จะต้องมาแข่งกันว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่  วันหยุดกี่วัน ได้สวัสดิการอะไร ผลงานใครดีกว่า
แต่ทำงานการกุศล ทำงานพระศาสนานั้น
เป็นความรับผิดชอบที่มาทำมาจากใจอันบริสุทธิ์ของฉัน 
มันคือหน้าที่ของการเกิดมาในชาตินี้ 
มันมีความสุขกว่าการทำงานที่ได้ผลตอบแทนเยอะ 


ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวิน สนทนากับ คุณซุ่นตี่


อาตมาจึงถึงบางอ้อว่า  ทุกครั้งที่เห็นเธอทำงานจนลืมทานอาหาร  มีความสุขจนลืมยุ่ง 
ที่แท้เธอเข้าไปอยู่ในสภาวะสมาธิแห่งความสุขท่ามกลางการทำงานนี่เอง
ซึ่งน่าจะเหมือนความปีติของชาววัดฝอกวงซานที่ได้จากการทำหน้าที่ในวัด 
และนี่คือคำตอบเช่นกันว่าวัดพระธรรมกายและวัดฝอกวงซาน 
ทำไมถึงเจริญก้าวหน้า เพราะพวกเขาทำงานด้วยใจแบบไม่ได้หวังผลตอบแทนนี่เอง 
ถึงได้ทุ่มชีวิตทำงานแบบไม่บ่นไม่เหนื่อยอุทิศให้กับพระศาสนา 
พระศาสนาจึงได้เผยแผ่กว้างไกลไปขนาดนี้

นี่คือ ๑ ในเหตุผลที่ท่านพระธรรมาจารย์ซินหวินได้นำมาทำนายความเจริญก้าวหน้า
ของวัดพระธรรมกายในอนาคต
เพราะหัวใจกัลยาณมิตร  หัวใจจิตอาสาของชาววัดพระธรรมกายนั้น 
ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจากหัวใจพระโพธิสัตว์ของชาววัดฝอกวงซานเลย




往事百語2 沒有待遇的工作
文/佛光山開山星雲大師
本文作於一九九八年(民國八十七年)八月
在泰國法身寺負責國際弘法部門的范淑智小姐,今年(一九九八年)五月代表法身寺陪同世界佛教青年會的會長帕拉普先生將佛牙恭送到台灣的時候,曾經來山住了幾天。有一天,她說:「我在法身寺十年了,非常歡喜、安住,因為我在法身寺不是從事職業,而是一件沒有待遇的工作。」我雖然明白這句話的意思,但還是繼續問她:「沒有待遇的工作有什麼好處?」她說:「如果我有待遇,就是一種職業,我會計較待遇多少、休假日期、工作成果,反而失去了歡喜。現在因為沒有待遇,我覺得是法身寺的法務,是我良心的責任,是我人生的使命感,因此我覺得沒有待遇的工作比職業性的工作要快樂的多。」善哉斯言!難怪多少年來我看到范小姐在法身寺忙而忘食,樂而忘憂,原來她已經深入快樂工作的三昧了,這大概就如同佛光山大眾從信仰裡,從服務中所激發的法喜禪悅吧!
功德法喜 投入弘法奉獻


不少各界人士想要了解佛光山入門的長老職事,為什麼能數十年發長遠心,為佛門奉獻,無怨無悔?仔細想來,不正是因為他們不計「待遇」,只求佛法能發揚光大嗎?

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

เป็นเพราะ...บทลงโทษ หรือ ข้อปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม!ต่อสมณเพศ



ครั้งที่แล้ว( http://bethehistory.blogspot.com/2017/03/blog-post_53.html ) 
เพื่อนผมพูดถึง โทษและบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์
ในกรณีที่กระทำความผิดว่า ...
ในทางพระธรรมวินัย และ ในเชิงกฎหมายทางโลก นั้น
หลักการเหตุผลของการพิจารณา การปรับโทษ การลงโทษ ไม่เหมือนกัน
และเราจะเห็นว่า ...  พระธรรมวินัย นั้นมีความละเอียดอ่อนมากๆ
และ ไม่ว่าจะเป็น... เถรวาท มหายาน หรือ ทิเบต
ในที่สุด,ต่างก็ยึดเอาพระธรรมวินัย เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการปกครองหมู่สงฆ์
ดังพุทธโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ...

“เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ไม่ควรคิดว่าพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว
พระศาสดาของเราไม่มี ด้วยแท้ที่จริง ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดง
และบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาแทนตถาคต”
(ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๘)

ดังนี้, ถือปฏิบัติเป็นสากลในความเป็น พุทธอาณาจักร ทั่วโลก
---------- 

ครานี้,
เรามาดูความว้าวุ่นที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ ในบ้านเมืองของเรากันครับ
ข้อใหญ่ใจความสำคัญ
! ที่เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่...
เป็นเพราะ
!...
วิธีการปฏิบัติในเชิงกฎหมายทางโลกต่อพระภิกษุสงฆ์
!
ที่ผมรู้สึกอย่างชัดเจนว่า... มันไม่เป็นธรรมกับความเป็น “พระภิกษุสงฆ์” ของท่าน!
ขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ...

กฎหมายบ้านเราว่า ... 


พรบ.สงฆ์ มาตรา 29 
"พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา 
เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว
และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม 
หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม 
หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง 
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้"

จากสาระ พรบ.ข้างต้น เราจะเห็นชัดว่า...
เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสอบสวน
ในระดับชี้เป็นชี้ตายต่อพระภิกษุรูปนั้นๆได้ ตั้งแต่ก้าวแรกของกระบวนการ!
ทั้งที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ผิด/ถูก เลยด้วยซ้ำ!

ประการนี้, ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติทางโลก กับ พระธรรมวินัย นั้น แตกต่างกันอย่างลิบลับ
เพราะ ความผิดบางประการ
พระธรรมวินัย ไม่ได้ปรับโทษถึงประหาร คือ ให้พ้นจากความเป็นพระ

แต่กฎหมายทางโลก กลับให้อำนาจกับฆาราวาส ที่มีศีลต่ำกว่าพระภิกษุสงฆ์
ซ้ำร้ายยังไม่มีความเข้าใจในความละเอียดอ่อนในทางธรรมวินัย อีก!
ให้สามารถตัดสินความเป็นความตายในความเป็นสมณเพศของท่านได้!
โดยการบังคับให้พระลาสิกขาได้ !!! 


ด้วยเหตุนี้, เราจะเห็นว่า...
สิ่งที่ทางโลกกล่าวหาพระภิกษุ ในบางประการ
ทางพระท่านจะสำรวมอยู่ในความสงบ,
( เพราะอธิบายแค่ไหน พวกที่ถูกอกุศลสิง ก็ผรุสวาจาจาบจ้วง ไม่ฟังเหตุฟังผล )
ทั้งนี้, เพราะท่านรู้พระธรรมวินัยดี ซึ่งนั้นคือ ...
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหมด

( อย่างนี้แล้ว, พอมองออกหรือยังครับว่า...ทำไมบางกรณี
พระภิกษุสงฆ์ท่านจึงไม่นำพาต่อกฎหมายทางโลก! ...
ผมก็อยากบอกแบบบ้านๆว่า  มันคนละชั้นกัน!
ชื่อก็บอกความต่างชัดว่า โลก กับ ธรรม ! บางประเด็นมันไปกันคนละทางจริงๆ!   ) 


ต่อครับ,
สืบเนื่องจาก พรบ.ที่ยกมาครับ... ก็มีเงื่อนไขต่อมาว่า ...

พระภิกษุจะถูกจับเข้าห้องขังไม่ได้
!
เมื่อไม่สามารถคุมขัง “พระ”  ได้ ! ก็เกิดเงื่อนว่า...
เมื่อ “พระภิกษุ” เกิดกรณีท่านต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย
เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด,
ถ้าท่านต้องไปรายงานตัว
ถ้าไม่ได้รับการให้ประกัน
ถ้าเกิดการคุมขัง
! เพื่อคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายทางโลก,
เมื่อกฎหมายว่า จะต้องไม่ขังพระ,
ฆราวาสที่เขียนกฎหมายก็จัดการแก้ปัญหาอย่างไร้ความรับผิดชอบ 

(หรือมีวาระซ้อนเร้น? ก็น่าคิด?)
คือ ...
พระต้องลาสิกขา
!
สึกจากความเป็นพระ!

(  
ขอแถมอีกว่า, ข้อที่เลวร้ายพอๆ กับ การต้องสึกก่อนคุมขัง
คือการที่...กฎหมายไทย เป็น ระบบกล่าวหา
! ภาษาชาวบ้านก็ว่า...ใส่ร้ายไปก่อน!
เมื่อเป็นแบบนี้
!
ถ้าเกิดคนพาลสักคนต้องการทำลายพระสักรูป !
ก็แค่...หาเรื่องกล่าวหา
! ไปก่อน, เพียงแค่นี้ กระบวนการนำตัว “พระภิกษุ” นั้น
ไปสู่การ “สึก” ก็เกิดขึ้นแล้ว ทันทีที่เพียงแค่ไปรับทราบข้อกล่าวหา
!
ไปรายงานตัว! แล้วถ้ากระบวนการนั้นไม่โปร่งใส!
เพียงแค่ ถ้าพระภิกษุ นั้น ไม่ได้รับการให้ประกัน! … ถูกคุมตัวในห้องขัง!
ก็เป็นอันว่าถูกจับสึก
!
ในทางพระธรรมวินัยนั้น ค่ามันคือการประหารชีวิต ! )

ชาวโลกโดยทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย
ไม่มีอุดมการณ์ในการประพฤติพรหมจรรย์ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

ใช้ชีวิตเสพคุ้นข้องเกี่ยวอยู่ในกามคุณ!...
ก็อาจจะรู้สึกเฉย!
สึก ก็ สึก! ไม่เห็นจะเป็นไร? บวชใหม่ ?!

ถ้าเราใช้หัวใจคิด
! …
เราจะไม่มีวันกล่าวในสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตสิทธิศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์
อย่างโหดเหี้ยมอย่างนั้น
!

ลองตั้งคำถามกับตัวเราเอง,แบบโลกย์ๆ
ถ้าเกิดวันหนึ่ง, ความเป็นคุณอันตรธานไป
!
แล้วใครสักคนก็บอกกับคุณอย่างไม่สนต่อจิตใจของคุณว่า...ก็ไปเกิดใหม่สิ!
มันไม่ง่ายนะครับ! … ถ้าคุณใช้เวลาสร้างมันมาทั้งชีวิต!

ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า!
และครั้งแล้วครั้งเล่าที่บ้านเมืองของเราทำผิดพลาดอย่างเลวร้าย!ต่อ พระรัตนตรัย.
กรณีของ พระพิมลธรรม, กรณีของ พระยันตระ ... และอื่นๆ
ที่ในที่สุดแล้ว,
ไม่มีใครรับผิดชอบต่อความผิดพลาดเสียหาย
ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกฎสมมุติทางโลกนี้ได้เลย!

คำถามคือ...
ถ้าเพียงว่า...บ้านเมืองเราจะตระหนักในความสำคัญของชีวิตผู้คน!
ให้สมศักดิ์กับที่เป็นมนุษย์!

โดยเฉพาะ พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ
แต่เรากลับสร้างกติกาบรรทัดฐานที่เป็นผลเสียหายต่ออายุพระศาสนาซะเอง
!
เราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  แบบไหนกันหรือ ณ จุดนี้!

"สมมุติสงฆ์" ท่านเองก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์
เป็นผู้ศึกษาอยู่ ฝึกฝนตนเองอยู่ อยู่ในระหว่างหนทางของการแก้ไขตนเองอยู่
แปลว่า ความพกพร่องยังมี ความไม่สมบูรณ์ยังมี... ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้

หากจะต้องมีการพิจารณาข้อผิดพลาด ด้วยกฎหมายทางโลก
เป็นไปได้ไหมที่บ้านเมืองเรา จะปรับกฎหมาย เพื่อเอื้อเฝื้อต่อ
ความเป็น “สมณเพศ” ผู้ประพฤติธรรมของท่าน

ในกระบวนการที่เรียกว่า “ยุติธรรม”
ควรให้ความเคารพรักษาเกียรติของพระรัตนตรัย เหมือนในครั้งบุพกาลได้ไหม?

เราควรมีข้อปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม ต่อ พระภิกษุสงฆ์
ให้เหมาะสมต่อความเป็น “สมณเพศ” ของท่าน
เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน อย่างดีที่สุด
และที่สำคัญไม่เป็นการทำร้ายต่อ เพศพรหมจรรย์ ของท่าน
โดยปราศจากเหตุผลอันควร
!


ซึ่งนั้นย่อมเป็นการแสดงออกให้เห็นถึง...
ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของความเป็นบ้านเมืองพระพุทธศาสนา ด้วย
ว่า ประชาชนชาวพุทธปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา ด้วยความเคารพสมชื่อเพียงใด
ก็ล้วนแต่จะเป็นผลดีต่อส่วนรวม เป็นความสง่างามของประเทศชาติ,

เราแก้ไขปัญหาให้สร้างสรรค์แบบนี้, ไม่ดีกว่าหรือครับ ?

15  มีนาคม 2560
ชาวศิวิไลซ์




พระศาสนคุณลามะ นักศึกษา Ph.D ศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวถึง กรณีวัดพระธรรมกาย


ในเรื่องวัดพระธรรมกาย อาตมาอยากพูดสัก ๔- ประเด็น

๑.     ก่อนหน้านี้ได้อ่านบทความที่คิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสิทธิมนุษยชน  ได้กล่าวว่านิกายธรรมยุต นันเคร่งและให้ความสำคัญกับปริยัติและการศึกษา  แต่วัดพระธรรมกายเน้นแต่เรื่องสมาธิและกิจกรรม 

สำหรับเรื่องนี้ บิดเบือน! 
ประเทศไทยมีการจัดสอบบาลีสนามหลวง   สอบความรู้พระไตรปิฏก 
ซึ่งก็คล้ายกับการสอบเกอซีของทิเบต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่สอบได้
หรือระดับ  สามเณรและพระวัดพระธรรมกายก็เป็นแชมป์ระดับต้นๆ
ของประเทศมาหลายสมัย
และสำหรับการสอบแบบฆราวาส
วัดพระธรรมกายก็มีอุบาสิกาที่สอบได้ระดับสูงสุด ชั้น๙ เช่นกัน 
แม้วัดพระธรรมกายจะเน้นเรื่องสมาธิและกิจกรรม 
แต่คุณสมบัติเรื่องปริยัติและการศึกษาพระธรรมวินัย
เป็นเรื่องพื้นฐานของพระและสามเณรของวัดพระธรรมกายที่ต้องมี 

ดูได้จากการที่อาตมาเคยไปดูหมู่บ้านของสามเณร 
วัยของสามเณรน้อยน่าจะเป็นวัยที่วิ่งเล่น 
แต่ตารางกิจวัตรกิจกรรมของสามเณรนั้นกลับแน่น 
ทั้งภาษาบาลีและภาษาต่างประเทศที่ต้องเรียน 
และด้วยความร่วมมือด้านงานวิชาการอาตมาเคยได้ใช้ระยะเวลา ๒ ปี
ในทุกสัปดาห์ที่ไปวิจัยพระไตรปิฏกบาลี  ทีฆนิกาย
ร่วมกันกับพระวัดพระธรรมกาย 
พวกท่านนั้นมีความชำนาญทั้งบาลีและอรรถกถาอย่างน่าเลื่อมใส 
คนนอกดูได้ก็แค่เปลือกนอก หาดูแก่นในได้ไม่ 
การศึกษาพระพุทธศาสนาไม่ได้ดูแค่เปลือก
พวกนักข่าว(นอกวงการ)กระพือข่าวตามกระแส 
ก็ไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา ก็ดูไม่ออกหรอก


๒.  ในบทความยังกล่าวอีกว่า  วัดพระธรรมกายไม่เข้าใจพระวินัย 

จริงๆเลยอาตมาไม่เข้าใจคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบประเภทนี้ 
ไม่รู้ว่าออกมาจากปากหรือว่าใช้หัวแม่เท้าคิด 
ไม่กล่าวเรื่องอื่น เอาเรื่องที่เห็น !
คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายไม่ฉันอาหารหลังเพล 
ไม่ฉันทิ้งฉันขว้าง เคารพในศรัทธาญาติโยม 
ฉันแบบไม่เหลือเศษแม้คราบบนภาชนะ 
โดยเอาน้ำซุปหรือน้ำเปล่ากลั้วภาชนะแล้วฉัน 
กรณีไม่ถูกเนื้อต้องตัวสตรี  ในการรับการถวายก็ใช้ผ้ารับประเคน
ที่ไม่ให้มีโอกาสได้สัมผัสสตรี ศีลไม่กี่ข้อที่ว่ามานี่ 
ไม่ใช่ทำเฉพาะในวัดพระธรรมกาย 
ในปักกิ่งที่ฉันรู้จักพระจากวัดพระธรรมกายกี่รูปก็ปฏิบัติเช่นนี้ 
ในฤดูหนาวของปักกิ่งที่อุณหภูมิติดลบ 
พวกท่านก็ไม่ยอมใส่เสื้อขนเป็ดหรือเสื้อคลุม  
ทุกวันก็ยังปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยผ้าสามผืน
ที่คลุมเสื้อกันหนาวแขนยาวด้านในไปเรียนทุกวัน 
ใส่แบบท่านแค่เห็นก็หนาวแทนแล้ว 
บุคคลที่เคร่งครัดต่อตัวเอง  สุภาพอ่อนน้อม 
และสร้างความประทับใจให้กับคุณครูและเพื่อนร่วมห้อง
พระแบบนี้หรือไม่เข้าใจพระวินัย ? 
ได้โปรดเถิดก่อนที่จะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
กรุณาไปนอนค้างวัดพระธรรมกายสักสามสี่วันแล้วดูซะก่อน

๓.   ข่าวทั่วราชอาณาจักรครอบฟ้าครอบจักรวาลว่า...
พระธรรมาจารย์ธัมชโยฟอกเงิน  โดยเหตุเกิดจากท่านเป็นตัวแทน
วัดพระธรรมกายรับปัจจัยก้อนใหญ่ของสาธุชน 
ซึ่งภายหลังพบว่าผู้ที่บริจาคได้ใช้เงินของสหกรณ์คลองจั่น 

ดีเอสไอเห็นว่าเงินจำนวนนี้เข้าข่ายการฟอกเงิน 
ซึ่งได้ไปขอฟ้องทั้งผู้บริจาคและขอฟ้องต่อพระธรรมาจารย์ธัมชโยถึง ๒ ครั้ง 
แต่ศาลก็ไม่พิจารณาสั่งฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ 
ทางสหกรณ์ได้รับเงินช่วยเหลือจากวัดพระธรรมกาย 
ทางสหกรณ์ไม่เอาความใดๆทั้งทางเพ่งและทางอาญา   
ดีเอสไอก็ยังไม่หยุดรบครั้งแล้วครั้งเล่า 
จนครั้งล่าสุดใช้ม.๔๔ และหมายค้นหมายจับ 
ทำแบบนี้มีวัตถุประสงค์อะไร  ลองคิดดูก็จะรู้ว่าเพราะอะไร

๔.   มีคนสงสัยว่า  ถ้าพระธรรมาจารย์ธัมมชโย  ไม่มีปัญหาทำไม
ไม่ออกมาเผชิญหน้า 

นอกจากตัวพระธรรมาจารย์เองที่ป่วยหนัก 
และสำหรับกฎหมายไทยผู้ต้องหาที่ถูกใส่ความก็สามารถถูกกักขังได้ 
และพระสงฆ์ไม่สามารถจำคุกได้
เพราะฉะนั้นก่อนถูกกักขังจะต้องสละสมณเพศ 

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ไทย 
รัฐบาลไทยต้องการจะจัดการกับพระรูปใดจักให้ข้อหา 
ทำให้ประชาชนเห็นว่าท่านมีความผิด แล้วกักขัง
ก่อนกักขังบังคับจับสึกท่าน 
และในช่วงที่สืบสวนหาความจริงว่าท่านผิดหรือไม่ 
ก็ไม่มีเวลากำหนดที่ชัดเจน ยืดไปนานเท่าใดก็ได้ 

สำหรับพระปฏิบัติผู้ทรงคุณธรรม 
การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับโทษประหารชีวิต  
และสำหรับหัวใจคนที่อยู่ในองค์กรที่มีนักบวชเป็นผู้นำองค์กร 
สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับบี้กระดูกให้เป็นผง

๕.   มีหลายคนพูดว่า  ทำไมข่าวเมืองไทยถึงได้มีแต่ข่าวลบต่อวัด 
ยังมีคนกล่าวอีกว่า  ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย 
การรายงานข่าวของประเทศประชาธิปไตยไม่น่าจะมีปัญหา 

ช่วยหน่อยว่า,  ตั้งแต่ปี 2557
รัฐบาลทหารขึ้นมาตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ... 
ได้ออกคำสั่ง  ตั้งกฎขึ้นมาบังคับใช้  หยุดกิจกรรมของทุกพรรค 
แล้วควบคุมสื่อทุกช่อง 
จับผู้ที่คอรรัปชั่นและจับกุมพวกที่มีความคิดต่างกับตน 
เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขานมานมนาน  ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไรเลย 
นายกประยุทธ์ แห่งรัฐบาลทหารในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ 2560  ได้กล่าวว่า...  
อยากรู้เรื่องการเมืองไทยก็แค่อ่าน  ก็รู้แล้วว่ารสชาติเป็นอย่างไร 
คสช.ประกาศกฏหมายพิเศษเพื่อให้ปชช.ได้รู้ว่าพฤติกรรมที่ปกติเป็นอย่างไร  อะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย  และเพื่อให้ปัญหาประเทศได้ถูกแก้ไข

ทุกคนต้องช่วยกัน  ไม่ใช่รอแต่ทหารมาจัดการ  เช่น ปี 2553
ของสถาณการณ์กลุ่มเสื้อแดง  นอกจากนี้ยังขู่ปชช.ต่อไปอีกว่า...
ถ้าคนไทยยังไม่รู้กฎ  ก็จะได้บทเรียนเหมือนกัน
ไม่ใช่เพียงแค่วัดพระธรรมกาย (ประชาธิปไตยตรงไหน)




一位藏传喇嘛的评论
(评论者为北京大学哲学系宗教学专业博士毕业生)


关于法身寺,我想说几句:
之前看到一篇自以为泰国通的人撰文说:泰国传统的法宗派重视理论学习,而法身寺只重视禅修和社会活动。评曰:胡扯。泰国常年举办国家巴利语等级考试(用巴利语考经律论原典佛学知识,相当于藏传佛教的格西考试),法身寺无论是通过人数还是成绩,都长期名列前茅,甚至开先河地允许居士参加学习,甚至有培养出来的女居士通过了最高的巴利语九级考试(相当于拉然巴格西)。法身寺固然重视禅修和社会活动,但寺院对僧人的理论学习要求也是极为严苛。我拜访过法身寺的沙弥村,小小沙弥本该是玩乐的年龄,课表也排得非常满,学习紧张有序。我还曾经因为合作项目的关系,花过两年时间,每周末跟随法身寺的几位法师研读巴利文的《长部经》,他们对巴利经文及注释的熟悉程度,令人叹为观止。所谓外行看热闹、内行看门道,佛学教育到底是怎么回事,凑热闹的专栏记者是看不懂的。


上述报道还说:法身寺不重视戒律。真不知道这种不负责任的话是随口说出来的还是用脚趾头想出来的。不说别的,法身寺僧众过午不食;不得浪费信施,吃饭后连渣滓都要冲水或蘸面吃下去;不触碰女人,接受供养时先放在桌子上的供养布上,而不是直接拿。这几条,不要说是在法身寺寺内,就是我认识的几位法师,在北京读书期间,也一向如此。冬季泰国温热、北京严寒,他们却从来不穿羽绒服和大衣,天天如法三衣加身步行上课,看着都觉得冷。对己之严格、待人之谦和,给老师同学们留下深刻的印象。拜托胡说八道之前,能不能先去法身寺住几天、看一看?


铺天盖地的报道说法胜法师洗钱。起因在于法师代表寺院接受了一大笔捐款,而这笔钱后来发现系捐款人挪用空赞信用社公款所得。DSI(特别调查厅)认为这笔款项涉嫌洗钱,曾经两次控告施主本人和法胜法师。法庭经调查,都宣布证据不足,控告无效。空赞信用社也因法身寺得知事实后第一时间筹措款项退回了这笔钱,而撤销了民事诉讼。DSI竟然屡败屡战,这次甚至不惜动用临时宪法第44条“独裁法令”加以抓捕。什么目的?想想就知道了。


有人问:法胜法师如果没问题,为什么不出面?除了法师本人身患重病外,按照泰国法律,被控告者即使纯属遭受诬陷,仍然可以被收押拘禁;僧人依法不得收押拘禁,所以,在收押僧人之前,必须强制令其还俗。因此,历来泰国政府想处理僧人时,一般都是首先制造舆论,令公众视其为罪犯,然后控罪,强制还俗、收押;在调查证据期间,还可以无限期地拖延拘押被告人。这对于有道心的出家人而言,无异于死刑;对于一个以该出家人为领袖的佛教团体而言,无异于挫骨扬灰。


有人说:那为什么几乎所有报道都是负面的?还有人说:泰国是民主国家,他们的报道应该没有问题。帮帮忙!自从2014年军政府政变上台,成立“维稳委员会”,先发戒严令,再出台临时宪法,暂停党派活动、控制媒体,打着反贪腐名义打压异己、抓捕反对派,历来饱受诟病,早已不是什么新鲜事了。军政府总理巴育226日说过一段话,了解泰国政治格局的人,读一读,就能品出是什么味道:“维稳委员会宣布特别管控法律,只是为了让国民看到什么行为是正确的,什么行为是违法的,要使社会问题获得解决,大家必须齐心协力,而不是只等军方发布特别法律,就像2010年红衫军示威时也出现了同样的目无法纪情况。”他甚至赤裸裸地威胁道:“如果国民仍然没有法纪观念,就会继续遭受同样的命运,不光是法身寺的问题。”

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความรัก คือ คำตอบ !



ในช่วงที่มีข่าววัดธรรมกายทุกวัน  วันละ ๓ เวลา
ทำให้คนไทยระแวงและสับสนกับข่าวที่ออกอากาศในแต่ละวัน
และสิ่งที่ชาวธรรมกายตอบโต้ออกมาในโซเชียล 
อันไหนจริงกันแน่ ? 

ซึ่งสื่อโซเชียลเป็นช่องทางเดียว
ที่ศิษย์วัดธรรมกายจะออกมาแสดงความคิดได้แบบถูกจำกัด 
เพราะช่องทีวีดีเอ็มซีถูกปิด  โฆษกคณะศิษย์ คุณองอาจได้ข้อหา  
โฆษกวัดพระธรรมกาย พระสนิทวงศ์ ก็โดนข้อหาอีกเช่นกัน 
แม้บก.ลายจุดที่ไม่ใช่ศิษย์ก็โดน 
แล้วยังมีม. ๔๔ โดนตัดสัญญาณเพื่อให้ปิดปากเล็กๆหยุดป่าวประกาศพูดความจริง 

จนกระทั่งวันนึงวันนั้นที่ประตูเปิดออก 
คนไทยทั้งประเทศหมดความสงสัย 
เพราะสิ่งที่คนชาววัดพระธรรมกายแสดงออกมา 
มันโกหกไม่ได้  มันมาจากใจจริงๆของชาววัดพระธรรมกายว่า...
ที่เขาทำทั้งหมด  เขายอมลำบากทุกอย่าง เพราะเขารักวัดของเขา 
ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่คิดว่าคนวัดนี้งมงายใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ  ช่างไม่คิดอะไรเสียเลย 
แต่มาวันนี้ภาพนั้นคงตอบทุกสิ่งทุกอย่างไปได้แล้วว่า...  
การที่เราทำอะไรให้กับคนที่เรารัก  หรือเพื่อสิ่งที่เรารัก 
ความทุ่มเทเหล่านั้นมันลบคำว่างมงายไปได้เลย 
เพราะความรักมันทำได้มากกว่านั้น
ไม่ต้องมีใครสั่งแต่เพราะใจไงที่สั่งมา

หลายคนเห็นความงดงามแห่งความรักในพระศาสนาของชาววัดพระธรรมกาย
แล้วอดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งไปกับพวกเขา
และเป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามต่อว่า  ทำไมคนธรรมกายเขารักวัดของเขาขนาดนั้น  

ธรรมกายสอนอะไร? 
เพราะปกติเราก็เข้าวัดกันแค่วันปีใหม่ สงกรานต์ 
วันเกิดก็ตื่นมาหน่อยสักวันเพื่อตักบาตร  สวดมนต์ข้ามปีในชีวิตก็อาจจะนับครั้งได้ 
วันหยุดเพื่อเวียนเทียนก็หาไปวัดไม่ 
แล้วเขาสอนอะไร  ชาววัดธรรมกายเขาได้อะไรจากวัดนี้ 
ทำไมถึงรักวัดนี้จัง ?

อยากรู้คำตอบเราต้องลองไปวัดพระธรรมกายสักครั้ง
ไปถึงแล้วก็ไปที่หอฉัน  หรือที่เจดีย์ ที่คนเยอะๆ เดินๆไป
แล้วก็ลองแอบถามคนที่อยู่ข้างๆคุณว่า 
ถามนิดนะครับ...
คุณมาวัดพระธรรมกายนานหรือยังครับ  มาได้อย่างไร  มาแล้วได้อะไรครับ 
ถามไปซัก ๓  ๔ คน ก็น่าจะพอได้คำตอบอะไรบ้างแล้วหละ 
ไปพิสูจน์ความรักวัดของคนหัวใจธรรมกาย  ที่วัดพระธรรมกายกัน



Cr. คนที่อยากคลายความสงสัย



Blog Archive