กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

เป็นเพราะ...บทลงโทษ หรือ ข้อปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม!ต่อสมณเพศ



ครั้งที่แล้ว( http://bethehistory.blogspot.com/2017/03/blog-post_53.html ) 
เพื่อนผมพูดถึง โทษและบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์
ในกรณีที่กระทำความผิดว่า ...
ในทางพระธรรมวินัย และ ในเชิงกฎหมายทางโลก นั้น
หลักการเหตุผลของการพิจารณา การปรับโทษ การลงโทษ ไม่เหมือนกัน
และเราจะเห็นว่า ...  พระธรรมวินัย นั้นมีความละเอียดอ่อนมากๆ
และ ไม่ว่าจะเป็น... เถรวาท มหายาน หรือ ทิเบต
ในที่สุด,ต่างก็ยึดเอาพระธรรมวินัย เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการปกครองหมู่สงฆ์
ดังพุทธโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ...

“เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ไม่ควรคิดว่าพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว
พระศาสดาของเราไม่มี ด้วยแท้ที่จริง ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดง
และบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาแทนตถาคต”
(ที.มหา. ๑๐/๑๔๑/๑๗๘)

ดังนี้, ถือปฏิบัติเป็นสากลในความเป็น พุทธอาณาจักร ทั่วโลก
---------- 

ครานี้,
เรามาดูความว้าวุ่นที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ ในบ้านเมืองของเรากันครับ
ข้อใหญ่ใจความสำคัญ
! ที่เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่...
เป็นเพราะ
!...
วิธีการปฏิบัติในเชิงกฎหมายทางโลกต่อพระภิกษุสงฆ์
!
ที่ผมรู้สึกอย่างชัดเจนว่า... มันไม่เป็นธรรมกับความเป็น “พระภิกษุสงฆ์” ของท่าน!
ขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ...

กฎหมายบ้านเราว่า ... 


พรบ.สงฆ์ มาตรา 29 
"พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา 
เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว
และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม 
หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม 
หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง 
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้"

จากสาระ พรบ.ข้างต้น เราจะเห็นชัดว่า...
เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสอบสวน
ในระดับชี้เป็นชี้ตายต่อพระภิกษุรูปนั้นๆได้ ตั้งแต่ก้าวแรกของกระบวนการ!
ทั้งที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ผิด/ถูก เลยด้วยซ้ำ!

ประการนี้, ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติทางโลก กับ พระธรรมวินัย นั้น แตกต่างกันอย่างลิบลับ
เพราะ ความผิดบางประการ
พระธรรมวินัย ไม่ได้ปรับโทษถึงประหาร คือ ให้พ้นจากความเป็นพระ

แต่กฎหมายทางโลก กลับให้อำนาจกับฆาราวาส ที่มีศีลต่ำกว่าพระภิกษุสงฆ์
ซ้ำร้ายยังไม่มีความเข้าใจในความละเอียดอ่อนในทางธรรมวินัย อีก!
ให้สามารถตัดสินความเป็นความตายในความเป็นสมณเพศของท่านได้!
โดยการบังคับให้พระลาสิกขาได้ !!! 


ด้วยเหตุนี้, เราจะเห็นว่า...
สิ่งที่ทางโลกกล่าวหาพระภิกษุ ในบางประการ
ทางพระท่านจะสำรวมอยู่ในความสงบ,
( เพราะอธิบายแค่ไหน พวกที่ถูกอกุศลสิง ก็ผรุสวาจาจาบจ้วง ไม่ฟังเหตุฟังผล )
ทั้งนี้, เพราะท่านรู้พระธรรมวินัยดี ซึ่งนั้นคือ ...
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหมด

( อย่างนี้แล้ว, พอมองออกหรือยังครับว่า...ทำไมบางกรณี
พระภิกษุสงฆ์ท่านจึงไม่นำพาต่อกฎหมายทางโลก! ...
ผมก็อยากบอกแบบบ้านๆว่า  มันคนละชั้นกัน!
ชื่อก็บอกความต่างชัดว่า โลก กับ ธรรม ! บางประเด็นมันไปกันคนละทางจริงๆ!   ) 


ต่อครับ,
สืบเนื่องจาก พรบ.ที่ยกมาครับ... ก็มีเงื่อนไขต่อมาว่า ...

พระภิกษุจะถูกจับเข้าห้องขังไม่ได้
!
เมื่อไม่สามารถคุมขัง “พระ”  ได้ ! ก็เกิดเงื่อนว่า...
เมื่อ “พระภิกษุ” เกิดกรณีท่านต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย
เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด,
ถ้าท่านต้องไปรายงานตัว
ถ้าไม่ได้รับการให้ประกัน
ถ้าเกิดการคุมขัง
! เพื่อคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายทางโลก,
เมื่อกฎหมายว่า จะต้องไม่ขังพระ,
ฆราวาสที่เขียนกฎหมายก็จัดการแก้ปัญหาอย่างไร้ความรับผิดชอบ 

(หรือมีวาระซ้อนเร้น? ก็น่าคิด?)
คือ ...
พระต้องลาสิกขา
!
สึกจากความเป็นพระ!

(  
ขอแถมอีกว่า, ข้อที่เลวร้ายพอๆ กับ การต้องสึกก่อนคุมขัง
คือการที่...กฎหมายไทย เป็น ระบบกล่าวหา
! ภาษาชาวบ้านก็ว่า...ใส่ร้ายไปก่อน!
เมื่อเป็นแบบนี้
!
ถ้าเกิดคนพาลสักคนต้องการทำลายพระสักรูป !
ก็แค่...หาเรื่องกล่าวหา
! ไปก่อน, เพียงแค่นี้ กระบวนการนำตัว “พระภิกษุ” นั้น
ไปสู่การ “สึก” ก็เกิดขึ้นแล้ว ทันทีที่เพียงแค่ไปรับทราบข้อกล่าวหา
!
ไปรายงานตัว! แล้วถ้ากระบวนการนั้นไม่โปร่งใส!
เพียงแค่ ถ้าพระภิกษุ นั้น ไม่ได้รับการให้ประกัน! … ถูกคุมตัวในห้องขัง!
ก็เป็นอันว่าถูกจับสึก
!
ในทางพระธรรมวินัยนั้น ค่ามันคือการประหารชีวิต ! )

ชาวโลกโดยทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย
ไม่มีอุดมการณ์ในการประพฤติพรหมจรรย์ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

ใช้ชีวิตเสพคุ้นข้องเกี่ยวอยู่ในกามคุณ!...
ก็อาจจะรู้สึกเฉย!
สึก ก็ สึก! ไม่เห็นจะเป็นไร? บวชใหม่ ?!

ถ้าเราใช้หัวใจคิด
! …
เราจะไม่มีวันกล่าวในสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตสิทธิศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์
อย่างโหดเหี้ยมอย่างนั้น
!

ลองตั้งคำถามกับตัวเราเอง,แบบโลกย์ๆ
ถ้าเกิดวันหนึ่ง, ความเป็นคุณอันตรธานไป
!
แล้วใครสักคนก็บอกกับคุณอย่างไม่สนต่อจิตใจของคุณว่า...ก็ไปเกิดใหม่สิ!
มันไม่ง่ายนะครับ! … ถ้าคุณใช้เวลาสร้างมันมาทั้งชีวิต!

ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า!
และครั้งแล้วครั้งเล่าที่บ้านเมืองของเราทำผิดพลาดอย่างเลวร้าย!ต่อ พระรัตนตรัย.
กรณีของ พระพิมลธรรม, กรณีของ พระยันตระ ... และอื่นๆ
ที่ในที่สุดแล้ว,
ไม่มีใครรับผิดชอบต่อความผิดพลาดเสียหาย
ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกฎสมมุติทางโลกนี้ได้เลย!

คำถามคือ...
ถ้าเพียงว่า...บ้านเมืองเราจะตระหนักในความสำคัญของชีวิตผู้คน!
ให้สมศักดิ์กับที่เป็นมนุษย์!

โดยเฉพาะ พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ
แต่เรากลับสร้างกติกาบรรทัดฐานที่เป็นผลเสียหายต่ออายุพระศาสนาซะเอง
!
เราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  แบบไหนกันหรือ ณ จุดนี้!

"สมมุติสงฆ์" ท่านเองก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์
เป็นผู้ศึกษาอยู่ ฝึกฝนตนเองอยู่ อยู่ในระหว่างหนทางของการแก้ไขตนเองอยู่
แปลว่า ความพกพร่องยังมี ความไม่สมบูรณ์ยังมี... ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้

หากจะต้องมีการพิจารณาข้อผิดพลาด ด้วยกฎหมายทางโลก
เป็นไปได้ไหมที่บ้านเมืองเรา จะปรับกฎหมาย เพื่อเอื้อเฝื้อต่อ
ความเป็น “สมณเพศ” ผู้ประพฤติธรรมของท่าน

ในกระบวนการที่เรียกว่า “ยุติธรรม”
ควรให้ความเคารพรักษาเกียรติของพระรัตนตรัย เหมือนในครั้งบุพกาลได้ไหม?

เราควรมีข้อปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม ต่อ พระภิกษุสงฆ์
ให้เหมาะสมต่อความเป็น “สมณเพศ” ของท่าน
เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน อย่างดีที่สุด
และที่สำคัญไม่เป็นการทำร้ายต่อ เพศพรหมจรรย์ ของท่าน
โดยปราศจากเหตุผลอันควร
!


ซึ่งนั้นย่อมเป็นการแสดงออกให้เห็นถึง...
ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของความเป็นบ้านเมืองพระพุทธศาสนา ด้วย
ว่า ประชาชนชาวพุทธปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา ด้วยความเคารพสมชื่อเพียงใด
ก็ล้วนแต่จะเป็นผลดีต่อส่วนรวม เป็นความสง่างามของประเทศชาติ,

เราแก้ไขปัญหาให้สร้างสรรค์แบบนี้, ไม่ดีกว่าหรือครับ ?

15  มีนาคม 2560
ชาวศิวิไลซ์




0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blog Archive