กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

พระศาสนคุณลามะ นักศึกษา Ph.D ศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวถึง กรณีวัดพระธรรมกาย


ในเรื่องวัดพระธรรมกาย อาตมาอยากพูดสัก ๔- ประเด็น

๑.     ก่อนหน้านี้ได้อ่านบทความที่คิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสิทธิมนุษยชน  ได้กล่าวว่านิกายธรรมยุต นันเคร่งและให้ความสำคัญกับปริยัติและการศึกษา  แต่วัดพระธรรมกายเน้นแต่เรื่องสมาธิและกิจกรรม 

สำหรับเรื่องนี้ บิดเบือน! 
ประเทศไทยมีการจัดสอบบาลีสนามหลวง   สอบความรู้พระไตรปิฏก 
ซึ่งก็คล้ายกับการสอบเกอซีของทิเบต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่สอบได้
หรือระดับ  สามเณรและพระวัดพระธรรมกายก็เป็นแชมป์ระดับต้นๆ
ของประเทศมาหลายสมัย
และสำหรับการสอบแบบฆราวาส
วัดพระธรรมกายก็มีอุบาสิกาที่สอบได้ระดับสูงสุด ชั้น๙ เช่นกัน 
แม้วัดพระธรรมกายจะเน้นเรื่องสมาธิและกิจกรรม 
แต่คุณสมบัติเรื่องปริยัติและการศึกษาพระธรรมวินัย
เป็นเรื่องพื้นฐานของพระและสามเณรของวัดพระธรรมกายที่ต้องมี 

ดูได้จากการที่อาตมาเคยไปดูหมู่บ้านของสามเณร 
วัยของสามเณรน้อยน่าจะเป็นวัยที่วิ่งเล่น 
แต่ตารางกิจวัตรกิจกรรมของสามเณรนั้นกลับแน่น 
ทั้งภาษาบาลีและภาษาต่างประเทศที่ต้องเรียน 
และด้วยความร่วมมือด้านงานวิชาการอาตมาเคยได้ใช้ระยะเวลา ๒ ปี
ในทุกสัปดาห์ที่ไปวิจัยพระไตรปิฏกบาลี  ทีฆนิกาย
ร่วมกันกับพระวัดพระธรรมกาย 
พวกท่านนั้นมีความชำนาญทั้งบาลีและอรรถกถาอย่างน่าเลื่อมใส 
คนนอกดูได้ก็แค่เปลือกนอก หาดูแก่นในได้ไม่ 
การศึกษาพระพุทธศาสนาไม่ได้ดูแค่เปลือก
พวกนักข่าว(นอกวงการ)กระพือข่าวตามกระแส 
ก็ไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา ก็ดูไม่ออกหรอก


๒.  ในบทความยังกล่าวอีกว่า  วัดพระธรรมกายไม่เข้าใจพระวินัย 

จริงๆเลยอาตมาไม่เข้าใจคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบประเภทนี้ 
ไม่รู้ว่าออกมาจากปากหรือว่าใช้หัวแม่เท้าคิด 
ไม่กล่าวเรื่องอื่น เอาเรื่องที่เห็น !
คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายไม่ฉันอาหารหลังเพล 
ไม่ฉันทิ้งฉันขว้าง เคารพในศรัทธาญาติโยม 
ฉันแบบไม่เหลือเศษแม้คราบบนภาชนะ 
โดยเอาน้ำซุปหรือน้ำเปล่ากลั้วภาชนะแล้วฉัน 
กรณีไม่ถูกเนื้อต้องตัวสตรี  ในการรับการถวายก็ใช้ผ้ารับประเคน
ที่ไม่ให้มีโอกาสได้สัมผัสสตรี ศีลไม่กี่ข้อที่ว่ามานี่ 
ไม่ใช่ทำเฉพาะในวัดพระธรรมกาย 
ในปักกิ่งที่ฉันรู้จักพระจากวัดพระธรรมกายกี่รูปก็ปฏิบัติเช่นนี้ 
ในฤดูหนาวของปักกิ่งที่อุณหภูมิติดลบ 
พวกท่านก็ไม่ยอมใส่เสื้อขนเป็ดหรือเสื้อคลุม  
ทุกวันก็ยังปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยผ้าสามผืน
ที่คลุมเสื้อกันหนาวแขนยาวด้านในไปเรียนทุกวัน 
ใส่แบบท่านแค่เห็นก็หนาวแทนแล้ว 
บุคคลที่เคร่งครัดต่อตัวเอง  สุภาพอ่อนน้อม 
และสร้างความประทับใจให้กับคุณครูและเพื่อนร่วมห้อง
พระแบบนี้หรือไม่เข้าใจพระวินัย ? 
ได้โปรดเถิดก่อนที่จะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
กรุณาไปนอนค้างวัดพระธรรมกายสักสามสี่วันแล้วดูซะก่อน

๓.   ข่าวทั่วราชอาณาจักรครอบฟ้าครอบจักรวาลว่า...
พระธรรมาจารย์ธัมชโยฟอกเงิน  โดยเหตุเกิดจากท่านเป็นตัวแทน
วัดพระธรรมกายรับปัจจัยก้อนใหญ่ของสาธุชน 
ซึ่งภายหลังพบว่าผู้ที่บริจาคได้ใช้เงินของสหกรณ์คลองจั่น 

ดีเอสไอเห็นว่าเงินจำนวนนี้เข้าข่ายการฟอกเงิน 
ซึ่งได้ไปขอฟ้องทั้งผู้บริจาคและขอฟ้องต่อพระธรรมาจารย์ธัมชโยถึง ๒ ครั้ง 
แต่ศาลก็ไม่พิจารณาสั่งฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ 
ทางสหกรณ์ได้รับเงินช่วยเหลือจากวัดพระธรรมกาย 
ทางสหกรณ์ไม่เอาความใดๆทั้งทางเพ่งและทางอาญา   
ดีเอสไอก็ยังไม่หยุดรบครั้งแล้วครั้งเล่า 
จนครั้งล่าสุดใช้ม.๔๔ และหมายค้นหมายจับ 
ทำแบบนี้มีวัตถุประสงค์อะไร  ลองคิดดูก็จะรู้ว่าเพราะอะไร

๔.   มีคนสงสัยว่า  ถ้าพระธรรมาจารย์ธัมมชโย  ไม่มีปัญหาทำไม
ไม่ออกมาเผชิญหน้า 

นอกจากตัวพระธรรมาจารย์เองที่ป่วยหนัก 
และสำหรับกฎหมายไทยผู้ต้องหาที่ถูกใส่ความก็สามารถถูกกักขังได้ 
และพระสงฆ์ไม่สามารถจำคุกได้
เพราะฉะนั้นก่อนถูกกักขังจะต้องสละสมณเพศ 

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ไทย 
รัฐบาลไทยต้องการจะจัดการกับพระรูปใดจักให้ข้อหา 
ทำให้ประชาชนเห็นว่าท่านมีความผิด แล้วกักขัง
ก่อนกักขังบังคับจับสึกท่าน 
และในช่วงที่สืบสวนหาความจริงว่าท่านผิดหรือไม่ 
ก็ไม่มีเวลากำหนดที่ชัดเจน ยืดไปนานเท่าใดก็ได้ 

สำหรับพระปฏิบัติผู้ทรงคุณธรรม 
การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับโทษประหารชีวิต  
และสำหรับหัวใจคนที่อยู่ในองค์กรที่มีนักบวชเป็นผู้นำองค์กร 
สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับบี้กระดูกให้เป็นผง

๕.   มีหลายคนพูดว่า  ทำไมข่าวเมืองไทยถึงได้มีแต่ข่าวลบต่อวัด 
ยังมีคนกล่าวอีกว่า  ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย 
การรายงานข่าวของประเทศประชาธิปไตยไม่น่าจะมีปัญหา 

ช่วยหน่อยว่า,  ตั้งแต่ปี 2557
รัฐบาลทหารขึ้นมาตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ... 
ได้ออกคำสั่ง  ตั้งกฎขึ้นมาบังคับใช้  หยุดกิจกรรมของทุกพรรค 
แล้วควบคุมสื่อทุกช่อง 
จับผู้ที่คอรรัปชั่นและจับกุมพวกที่มีความคิดต่างกับตน 
เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขานมานมนาน  ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไรเลย 
นายกประยุทธ์ แห่งรัฐบาลทหารในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ 2560  ได้กล่าวว่า...  
อยากรู้เรื่องการเมืองไทยก็แค่อ่าน  ก็รู้แล้วว่ารสชาติเป็นอย่างไร 
คสช.ประกาศกฏหมายพิเศษเพื่อให้ปชช.ได้รู้ว่าพฤติกรรมที่ปกติเป็นอย่างไร  อะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย  และเพื่อให้ปัญหาประเทศได้ถูกแก้ไข

ทุกคนต้องช่วยกัน  ไม่ใช่รอแต่ทหารมาจัดการ  เช่น ปี 2553
ของสถาณการณ์กลุ่มเสื้อแดง  นอกจากนี้ยังขู่ปชช.ต่อไปอีกว่า...
ถ้าคนไทยยังไม่รู้กฎ  ก็จะได้บทเรียนเหมือนกัน
ไม่ใช่เพียงแค่วัดพระธรรมกาย (ประชาธิปไตยตรงไหน)




一位藏传喇嘛的评论
(评论者为北京大学哲学系宗教学专业博士毕业生)


关于法身寺,我想说几句:
之前看到一篇自以为泰国通的人撰文说:泰国传统的法宗派重视理论学习,而法身寺只重视禅修和社会活动。评曰:胡扯。泰国常年举办国家巴利语等级考试(用巴利语考经律论原典佛学知识,相当于藏传佛教的格西考试),法身寺无论是通过人数还是成绩,都长期名列前茅,甚至开先河地允许居士参加学习,甚至有培养出来的女居士通过了最高的巴利语九级考试(相当于拉然巴格西)。法身寺固然重视禅修和社会活动,但寺院对僧人的理论学习要求也是极为严苛。我拜访过法身寺的沙弥村,小小沙弥本该是玩乐的年龄,课表也排得非常满,学习紧张有序。我还曾经因为合作项目的关系,花过两年时间,每周末跟随法身寺的几位法师研读巴利文的《长部经》,他们对巴利经文及注释的熟悉程度,令人叹为观止。所谓外行看热闹、内行看门道,佛学教育到底是怎么回事,凑热闹的专栏记者是看不懂的。


上述报道还说:法身寺不重视戒律。真不知道这种不负责任的话是随口说出来的还是用脚趾头想出来的。不说别的,法身寺僧众过午不食;不得浪费信施,吃饭后连渣滓都要冲水或蘸面吃下去;不触碰女人,接受供养时先放在桌子上的供养布上,而不是直接拿。这几条,不要说是在法身寺寺内,就是我认识的几位法师,在北京读书期间,也一向如此。冬季泰国温热、北京严寒,他们却从来不穿羽绒服和大衣,天天如法三衣加身步行上课,看着都觉得冷。对己之严格、待人之谦和,给老师同学们留下深刻的印象。拜托胡说八道之前,能不能先去法身寺住几天、看一看?


铺天盖地的报道说法胜法师洗钱。起因在于法师代表寺院接受了一大笔捐款,而这笔钱后来发现系捐款人挪用空赞信用社公款所得。DSI(特别调查厅)认为这笔款项涉嫌洗钱,曾经两次控告施主本人和法胜法师。法庭经调查,都宣布证据不足,控告无效。空赞信用社也因法身寺得知事实后第一时间筹措款项退回了这笔钱,而撤销了民事诉讼。DSI竟然屡败屡战,这次甚至不惜动用临时宪法第44条“独裁法令”加以抓捕。什么目的?想想就知道了。


有人问:法胜法师如果没问题,为什么不出面?除了法师本人身患重病外,按照泰国法律,被控告者即使纯属遭受诬陷,仍然可以被收押拘禁;僧人依法不得收押拘禁,所以,在收押僧人之前,必须强制令其还俗。因此,历来泰国政府想处理僧人时,一般都是首先制造舆论,令公众视其为罪犯,然后控罪,强制还俗、收押;在调查证据期间,还可以无限期地拖延拘押被告人。这对于有道心的出家人而言,无异于死刑;对于一个以该出家人为领袖的佛教团体而言,无异于挫骨扬灰。


有人说:那为什么几乎所有报道都是负面的?还有人说:泰国是民主国家,他们的报道应该没有问题。帮帮忙!自从2014年军政府政变上台,成立“维稳委员会”,先发戒严令,再出台临时宪法,暂停党派活动、控制媒体,打着反贪腐名义打压异己、抓捕反对派,历来饱受诟病,早已不是什么新鲜事了。军政府总理巴育226日说过一段话,了解泰国政治格局的人,读一读,就能品出是什么味道:“维稳委员会宣布特别管控法律,只是为了让国民看到什么行为是正确的,什么行为是违法的,要使社会问题获得解决,大家必须齐心协力,而不是只等军方发布特别法律,就像2010年红衫军示威时也出现了同样的目无法纪情况。”他甚至赤裸裸地威胁道:“如果国民仍然没有法纪观念,就会继续遭受同样的命运,不光是法身寺的问题。”

1 ความคิดเห็น:

Blog Archive