กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

แม้ต้องอาญาแผ่นดิน คดีก็เป็นอันสิ้นสุด!


ชื่อว่า พระภิกษุสงฆ์ นั้น สำคัญว่า...
คือ ผู้ตั้งใจจะฝึกตนเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง  ประการหนึ่ง
คือ ผู้ทรงพระธรรม และสั่งสอนธรรมเพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ประการหนึ่ง


ด้วยเหตุอันสำคัญยิ่ง 2 ประการ นั้น
ฐานะแห่งความเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย
จึงได้รับความเคารพบูชา  จากทั้งมนุษย์เทวามหากษัตรย์
ที่บัณฑิตนักปราชญ์ และมหาชนในยุคสมัยก่อน
ล้วนปฏิบัติต่อ  “สมณเพศ” อย่างเป็นธรรม และด้วยความเคารพสูงสุด

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว
แม้ผู้ต้องอาญาแผ่นดิน  เมื่อคิดได้ ตัดสินใจออกบวช
พระราชายังต้องถวายความเคารพกราบไหว้และไทยธรรม
อันสมควรแก่สมณะบริโภค

ดังเรื่องราวของ  โจรองคุลิมาล
ซึ่งผมขอยกเนื้อเรื่องบางส่วน
จาก พระไตรปิฎก,
มาให้ศึกษาด้วยกันนะครับ,
อนึ่ง,เพราะอยากให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสงดงามของสำนวนภาษา
เปลี่ยนบรรยากาศจากภาษา
Social Time line กันบ้างนะครับ



เรื่องว่า ... 


ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากพระนครสาวัตถี
ด้วยกระบวนม้าประมาณ
๕๐๐ เสด็จเข้าไปทางพระอารามแต่ยังวันทีเดียว
เสด็จไปด้วยพระยานจนสุดภูมิประเทศที่ยานจะไปได้
เสด็จลงจากพระยานแล้ว ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค
ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๕๒๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง 
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วว่า ดูกรมหาบพิตร 
พระเจ้าแผ่นดินมคธจอมเสนา ทรงพระนามว่า พิมพิสาร 
ทรงทำให้พระองค์ทรงขัดเคืองหรือหนอ หรือเจ้าลิจฉวี เมืองเวสาลี
หรือว่าพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น
?

พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ
จอมเสนาทรงพระนามว่า พิมพิสาร มิได้ทรงทำหม่อมฉันให้ขัดเคือง
แม้เจ้าลิจฉวีเมืองเวสาลีก็มิได้ทรงทำให้หม่อมฉันขัดเคือง
แม้พระราชาที่เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น ก็มิได้ทำให้หม่อมฉัน
ขัดเคือง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ในแว่นแคว้นของหม่อมฉัน มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด
ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาล
โจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง
กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง
เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้
หม่อมฉันจักกำจัดมันเสีย.

ภ. ดูกรมหาราช ถ้ามหาบพิตรพึงทอดพระเนตรองคุลิมาลผู้ปลงผมและหนวด
นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการพูดเท็จ ฉันภัตตาหารหนเดียว
ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจะพึงทรงกระทำอย่างไรกะเขา
?

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงไหว้ พึงลุกรับ พึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะ
พึงบำรุงเขาด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
หรือพึงจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
แต่องคุลิมาลโจรนั้น เป็นคนทุศีลมีบาปธรรม
จักมีความสำรวมด้วยศีลเห็นปานนี้ แต่ที่ไหน
?
... ทรงเห็นพระองคุลิมาลแล้วตกพระทัย

[๕๒๘] ก็สมัยนั้น ท่านพระองคุลิมาล นั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้ตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
ดูกรมหาราช นั่นองคุลิมาล.

ลำดับนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงมีความกลัว ทรงหวาดหวั่น พระโลมชาติชูชันแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น
มีพระโลมชาติชูชันแล้วจึงได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
อย่าทรงกลัวเลย มหาราช อย่าทรงกลัวเลย มหาราช
ภัยแต่องคุลิมาลนี้ไม่มีแก่มหาบพิตร.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัว 
ความหวาดหวั่น หรือโลมชาติชูชันได้แล้ว
จึงเสด็จเข้าไปหาท่านองคุลิมาลถึงที่อยู่ 

ครั้นแล้วได้ตรัสกะท่านองคุลิมาลว่า ท่านผู้เจริญ พระองคุลิมาลผู้เป็นเจ้าของเรา.
ท่านพระองคุลิมาลถวายพระพรว่า อย่างนั้น มหาราช.

ป. บิดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร มารดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร?
อ. ดูกรมหาบพิตร บิดาชื่อ คัคคะ มารดาชื่อ มันตานี.
ป. ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร จงอภิรมย์เถิด ข้าพเจ้าจักทำ
ความขวนขวาย เพื่อจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
แก่พระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร.

ก็สมัยนั้น ท่านองคุลิมาล ถือการอยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือผ้าสามผืนเป็นวัตร.
ครั้งนั้น ท่านองคุลิมาลได้ถวายพระพรพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า อย่าเลย มหาราช
ไตรจีวรของอาตมภาพบริบูรณ์แล้ว.

[๕๒๙] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วจึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา
ที่พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้ซึ่งบุคคลที่ใครๆทรมานไม่ได้
ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้สงบไม่ได้ ให้สงบได้
ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้ดับไม่ได้ให้ดับได้
เพราะว่าหม่อมฉันไม่สามารถจะทรมานผู้ใดได้ แม้ด้วยอาชญา แม้ด้วยศาตรา

ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้โดยไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศาตรา
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้
หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วเสด็จหลีกไป.

--------------------------

ถ้าจะให้ผมสรุปแบบภาษาชาวบ้าน ก็ได้ความว่า...
บุรุษที่ออกบวช คือ ผู้ที่กำลังจะเดินไปสู่พระนิพพาน
ไม่ว่าจะถึงชาตินี้ หรือชาติไหน แต่จุดหมายคือ พระนิพพาน
!
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวา มหากษัตริย์ ... ฯลฯ
สมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้การสนับสนุน
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาและย่อมได้กุศลใหญ่
ที่จะเกื้อกูลตนให้เจริญตาม และพ้นทุกข์ไปด้วยในที่สุด

แม้หลังสมัยพุทธกาล
โบราณทั้งหลาย ท่านก็ให้ความเคารพอย่างสูงสุดต่อ
“สมณเพศ”
ซึ่งเราจะได้ยินเรื่องราวไม่น้อย
ที่ว่า แม้ต้องคดีอาญา เมื่อออกบวชแล้ว เป็นอันสิ้นสุดคดี
!
ไม่มีการไล่ล่า หรือบังคับให้ลาสึกจาก “สมณเพศ” อย่างเด็ดขาด

เห็นความเคารพ เห็นดวงปัญญา เห็นจิตใจอันสูงส่ง
ของคนโบราณชัดไหมครับ
ว่าลึกซึ้ง ยาวไกลแค่ไหน ?

อย่างนี้แล้ว, ยุคสมัยปัจจุบัน
เราละทิ้ง “จิตใจ” และ “คุณค่าของชีวิต”
จนน่าสลด มากไปไหมครับ ?




ผู้มีความเคารพย่อมมากด้วยปัญญา
19 เมษายน 2560
ชาวศิวิไลซ์


------------------


ขอบคุณข้อมูล : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์