กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วัดพระธรรมกาย ผิดเพราะ ดีเกินไป ?!






ดีได้! แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย! สำหรับ วัดพระธรรมกาย ณ จุดนี้!
“ผิด” เพราะ “ดีเกินไป” ?!

อะไรดี ? ... พอสังเขป...

1. เผยแผ่ธรรมะ ได้กว้าง และไกล ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ

2. ประชาชนที่มาวัด เกิดความเข้าใจและสามารถนำธรรมะ ไปใช้ในชีวิต
และเกิดผลดี คือ สามารถแก้ไขปัญหา แก้ทุกข์ ในชีวิต ในจิตใจได้
ธุรกิจการงานเจริญก้าวหน้า
  ครอบครัวรู้รักสามัคคี

3.  จากข้อ 2 แปลว่า...พระภิกษุสงฆ์ สามารถอธิบายธรรมะ
ให้ประชาชนเข้าใจได้ถูกต้อง
ตามหลักการ เหตุผล และวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างถูกต้อง 
เมื่อประชาชนนำไปปฏิบัติจึงเกิดผลดีให้ประจักษ์

4. เมื่อ ธรรมะ แก้ปัญหาได้จริง ผู้คนหวังดีต่อกันก็ชวนกันมาวัด...
ประชาชนผู้มีปัญญาก็หันมาเข้าวัด มาฟังธรรมะ
มาศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้  เพื่อเอาไปพัฒนาชีวิตจิตใจ

5. ซึ่งวัดพระธรรมกาย ก็สอน 3 ประการ และให้ความสำคัญเสมอกัน
เพราะแต่ละอย่างให้ผลเกื้อกูลกันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้
1.ทาน  2. ศีล 3. การเจริญภาวนา
โดยแสดงหลักการ เหตุ+ผล เบื้องต้น  ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย
ให้ประชาชนเข้าใจ

6. เสริมข้อ 1) … การแนะนำสอนธรรมะ เพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจ
ของประชาชนมีทุกระดับ ตั้งแต่ เด็กอนุบาล ถึง มหาวิทยาลัย 
หน่วยงาน และ ประชาชนทั่วไป...ซึ่งเกิดผลดีตามข้อ 2
)

ประชาชนคนไทย เป็นคนเก่ง ไม่แพ้ชาติไหน
เมื่อได้รับการแนะนำอบรม โดย ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ก็ได้ คุณสมบัติสำคัญ คือ “ดี” ... เมื่อเป็นอย่างนี้
ใครๆ ก็ชวนกันมาศึกษา  
Know How... 
เก่ง ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ

วัดพระธรรมกาย จึงเสมือนเป็น...
“มหาวิทยาลัยสอนศีลธรรม”  หรือเป็นดั่ง ...
“มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่สอนความจริงของชีวิต  ซึ่งช่วยให้ประชาชาน
ที่มาศึกษา  เข้าใจโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง
เมื่อเข้าใจความจริงแล้ว  ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่า อย่างมีคุณค่า
คือ มีทั้งความดี ความสุข ความสำเร็จ
ทั้งในส่วนตัว  และส่วนรวม

ถ้าประชาชนลูกหลานในบ้านเมืองนี้  ได้รับการปลูกฝั่งศีลธรรม
ได้รับการศึกษา และฝึกฝนคุณสมบัติดีๆ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า
บ้านเมืองของเราจะเต็มไปด้วย ประชาชน ที่ทั้ง “เก่ง” และ “ดี”
ที่จะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองของเรา, น่าจะ...น่าอยู่ไม่น้อย ไหมครับ?

แต่ก็น่าเสียดาย
ที่สิ่งดีๆ นอกจากจะอยู่ลำบากแล้ว
ยังถูกผลักไสไล่ล่า, ซะอีก

คุณประโยชน์ที่บ้านเมืองและประชาชนพึ่งได้รับ
!
เลยเหมือนถูกกำแพงแห่งอคติขวางกั้นซะสิ้น!

ถ้า “ความดี” ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งได้รับการยอมรับ
แล้วจะยอมรับนับถืออะไรหรือครับ?



ชาวศิวิไลซ์
19  พฤษภาคม 2560



10 ความคิดเห็น:

  1. มาปกป้องวัดดีๆให้พ้นถัยพาลกันเถิด

    ตอบลบ
  2. ความจริงยังไม่ถึงดีด้วยซ้ำ เพราะยังทำความดีทุ่มเทยังไม่เท่าอริยสาวกในสมัยพุทธกาลเลย แต่หมู่คณะนี้ก็พยายามเต็มที่ที่จะทำตามคำสอนและจริยาวัตรของพระสาวกในสมัยพุทธกาล ให้คุ้นเคยกับการทำความดีอย่างใหญ่ที่เรียกว่า "การสร้างบารมี" ความจริงความดีไม่มีเกินไป เพราะมีเครื่องวัดอยู่แล้ว คือ ความสิ้นกิเลสสิ้นทุกข์ นั่นแหละจึงเป็นอันไม่ต้องสะสมความดีอีกแล้ว แต่เพราะคนสมัยนี้ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการทำความดีอย่างใหญ่โตโอฬาร จนไม่กว้างขวางเหมือนสาวกในสมัยพุทธกาล จึงคิดตามความแคบแห่งจิตใจตนว่า "วัดนี้ทำดีเกินไป"

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ช่วยสื่อสารเพื่อขยายใจเพื่อนมนุษย์กันครับ เพราะความแคบแห่งจิตใจของเขา เป็นหน้าที่ของยอดกัลยาณมิตร ต้องไปช่วยทำให้กว้าง อย่าปล่อยให้เพื่อนมนุษย์สูญเสียไปมากกว่านี้ครับ

      ลบ
  3. เห็นด้วยกับบทความค่ะ

    ตอบลบ
  4. ทำดีก็ให้กำลังใจกันเถอะ หากใจยังบอดก็น่าจะเห็นกัน มุ่งหน้าทำดีเรื่อยไป

    ตอบลบ
  5. คนขี้อิจฉาชาตินี้ทั้งชาติไม่มีความสุขหรอก ถ้าจับดีใครได้เมื่อไหร่นั่นแหละคือกำไรของชีวิต ใครจะว่าอะไรก็ตามสะดวก แต่เราจะทำดีเช่นนี้ต่อไป

    ตอบลบ
  6. สังคมยุคนี้คุ้นเคยกับการทำผิด และไม่รักษาศีล5 เพราะมีคนทำดีมาก รับไม่ได้ ใส่ร้ายป้ายสีบ้าง คนทำดี ได้บุญ คนทำไม่ดี ก็ได้บาปไปเอย.

    ตอบลบ
  7. อนุโมทนา สาธุค่ะ

    ตอบลบ