กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คนพาลเพียงคนเดียว! ที่ก่อความเสียหายให้กับบ้านเมือง!



พุทธกาล,

สมัยหนึ่ง ณ แควันมคธ  พระเทวทัต หมั่นเข้าเฝ้า อชาตศัตรูราชกุมาร  
พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร  ... และถวายคำแนะนำยุยงเนืองๆว่า 
สมัยก่อนคนเราอายุยืน  แต่สมัยนี้คนอายุสั้น 
ด้วยเหตุนี้อชาตศัตรูราชกุมารอาจจะสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่ได้ขึ้นครองราชย์ก็ได้   
ดังนั้นพระองค์จึงน่าจะปลงพระชนม์พระราชบิดา แล้วยึดครองราชสมบัติเสีย  
ส่วนตนเองก็จะปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วปกครองสงฆ์แทนเสียเอง

อชาตศัตรูราชกุมาร เชื่อคำยุยงของพระเทวทัต
แต่ด้วยยังเกรงกลัวต่อพระราชอำนาจของพระบิดา
จึงหวาดหวั่นไม่กล้าลงมือ  กระทั้งส่อพิรุธ ถูกจับได้, 
จึงสารภาพว่าต้องการปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร

อำมาตย์พวกที่ 1 
ออกความเห็นว่า ควรปลงพระชนม์อชาตศัตรูราชกุมาร
และฆ่าพระเทวทัตกับลูกศิษย์ทั้งหมดเสีย

อำมาตย์พวกที่ 2 
เห็นว่าไม่ควรฆ่าพวกพระผู้ไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด 
ควรฆ่าเฉพาะพระเทวทัตและปลงพระชนม์อชาตศัตรูราชกุมารก็พอ

อำมาตย์พวกที่ 3 
ควรกราบทูลเรื่องทั้งหมดนี้ให้พระเจ้าพิมพิสาร 
ทรงทราบและขอให้อยู่ในพระราชวินิจฉัยของพระองค์เอง

ความเห็นของอำมาตย์พวกที่ 3 ชนะ

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง แทนที่จะทรงพิโรธ 
กลับทรงสละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสด้วยความเต็มพระทัยยิ่ง 
แล้วทรงมีรับสั่งให้ถอดยศมหาอำมาตย์พวกแรก
ทรงให้ลดตำแหน่งมหาอำมาตย์พวกที่สอง
และทรงเลื่อนตำแหน่ง พร้อมทั้งปูนบำเหน็จรางวัลให้มหาอำมาตย์พวกที่สามตามลำดับ
อชาตศัตรูราชกุมารจึงขึ้นครองราชสมบัติ  เป็นพระเจ้าอชาตศัตรู

การปฏิบัติต่อเหล่าอำมาตย์ดังกล่าว ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีกันขึ้นภายในและสำหรับ 
พระเจ้าอชาตศัตรู  เรื่องก็ไม่ได้ยุติ! เมื่อพระเทวทัตยังคงยุยงให้ระแวงพระราชบิดาต่อ  
กระทั้งในที่สุดนำไปสู่การปลงพระชมน์พระราชบิดา ด้วยการขังพระบิดา  
รมควัน และกรีดฝ่าพระบาททาด้วยน้ำผสมเกลือ แล้วย่างด้วยถ่านไฟจากไม้ตะเคียน 
พระเจ้าพิมพิสารทรงได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า  ไม่นานก็สวรรคต!

( กล่าวกันว่าด้วยบุพพกรรม  ในภพชาติหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารทรงลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัย ด้วยการทรงฉลองพระบาทเข้าไปยังลานพระเจดีย์ 
และเอาพระบาทที่เปรอะเปื้อนเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่งฟังธรรม บาปกรรมในครั้งนั้นรวมกับผลกรรมที่ทรงเคยก่อเวรปาณาติบาตจากการศึกสงครามในอดีตได้ตามมาสนองพระองค์ในที่สุด )

ในวันที่พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ 
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงบังเกิดความรักพระโอรสอย่างลึกซึ้ง ทั้งทรงตระหนักในพระทัยว่า 
พระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีความรักต่อพระองค์ไม่แตกต่างกับที่พระองค์ทรงมีต่อพระโอรส

พระเจ้าอชาศัตรูทรงสำนึก  จึงมีรับสั่งให้ปล่อยพระราชบิดา 
แต่อำมาตย์ได้ถวายรายงานว่า พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต เสียแล้ว!
พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงทุกข์โทมนัสอย่างสุดซึ้ง ทรงกันแสงคร่ำครวญ 
น้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์ขณะเสด็จไปเฝ้าพระราชมารดา

หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตแล้ว พระนางเวเทหิ พระมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรู 
ผู้เป็นขนิษฐภคินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงรู้สึกอดสูเกินกว่าจะอยู่ร่วมกับพระราชโอรสอกตัญญู 
จึงเสด็จกลับไปประทับอย่างถาวร ณ กรุงสาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล 
ต่อมาไม่นานก็สวรรคตด้วยความตรอมพระทัย 

      เมื่อพระญาติและสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ทราบเรื่องความโหดร้ายทารุณและอกตัญญู
ของพระเจ้าอชาตศรัตรู  ต่างก็พากันเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง
พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับทรงกรีฑาทัพบุกยึดหมู่บ้านกาลิกคามของแคว้นมคธ
ส่วนพระจัณฑปัชโชติแห่วแคว้นอวันตี ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจด้านตะวันตก 
ก็ทรงเตรียมทัพบุกมคธเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าอำมาตย์ราชบริพารยังแตกความสามัคคีกันอีกด้วย

         พระเจ้าอชาตศรัตรู  จึงต้องผจญศึกทั้งจากภายในและภายนอกราชอาณาจักร

      นับแต่วันที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา  พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงหลับพระเนตรลงด้วยความหวาดระแวงภัยทุกครั้ง พระองค์ไม่อาจบรรทมหลับได้เลยไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน 
ได้แต่ประทับนั่งเพื่อบรรเทาความง่วงเท่านั้น!

-----------------------------------------------------  


เป็นอุทาหรณ์... เพื่อเข้าใจและมองสถานการณ์
ว่าบ้านเมืองเราทุกวันนี้   เหตุแห่งความเดือนร้อนและปัญหาวุ่นวายทั้งหลาย  
ล้วนเกิดจากคนพาลไม่กี่คน
ที่คอยยุยงผู้คนในสังคมให้เกิดความระแวงแตกแยก
ขาดความสามัคคี  แล้วก็ทำร้ายอีกฝ่ายเพียงเพราะความเข้าใจผิด
ไม่ว่าจะมาในรูปแบบ “คน” “สื่อ” “หน่วยงาน” ...ฯลฯ  
ที่สร้างเรื่อง หาเหตุ ยุยงสังคมอยู่ตลอดเวลาไม่เว้น
แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้น... ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม 
ก็เป็นอย่างที่เราท่านเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเอง




ชาวศิวิไลซ์
21  มิถุนายน  พ.ศ.2560



10 ความคิดเห็น:

  1. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลคนเดียวคือใคร คือบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มี
    ความเห็นวิปริต(๑๐ อย่าง เช่น เห็นว่า การให้ทานไม่มีประโยชน์ ..นรกสวรรค์ไม่มี เป็นต้น) เขาทำให้คนเป็นอันมากออกจากพระสัทธรรมแล้ว ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย" (องฺ.เอก. 33/191-2/191)

    ใครที่มีเชื่อเก่า ก็มักยินดีในคำของคนพาลว่าควรฟัง ก็ต้องประสบความพินาศเอง เพราะคนพาล ย่อมนำแต่ปัญหาอุปสรรค อุปัทวะอันตรายทุกอย่างมาให้ พระศาสดาของพวกเราจึงตรัสว่า "ถ้าแม้ในโลกนี้จะเหลือคนเพียงคนเดียวคือคนพาล เราก็อย่าไปคบเขา ไปให้ไกลๆ เป็นโยชน์ๆ เลย การเที่ยวไปผู้เดียวนั่นแหละยังประเสริฐกว่า"

    ตอบลบ
  2. ไม่คบคนพาล
    ห่างไกลคนพาล

    ตอบลบ
  3. อยู่ใกล้คนพาลจะติดนิสัยพาลไปได้ง่ายๆ

    ตอบลบ
  4. แต่ตอนนี้คนพาลเยอะไปหน่อย

    ตอบลบ
  5. คนพาลไม่กี่คนในสังคมที่เรามองเห็น!!แต่เขากลับไม่สนใจหลงลาภยศ จนเกินดี ไม่นึกถึงความลำบากของผู้คน และบัดนั้นดาบนั้นจะคืนสนองพวกเขาอย่างสาสม

    ตอบลบ
  6. มงคลที่หนึ่งเลย คบคนพาล

    ตอบลบ
  7. รักษาใจอย่าได้หลงเป็นพาลตามใครได้ง่าย ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ สวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้มีบุญคุ้มครองตน

    ตอบลบ
  8. ข้อแรกมงคลชีวิต38ประการ จึงห้ามคบคนพาล เพระาถ้าไปคบคนพาล จะนำความหายนะมาสู่ตัวเรา ครอบครัว และสังคมเอย.

    ตอบลบ
  9. ปลายยุคถิ่นกาขาว
    ที่คนพาลใจบาปได้ครองเมือง

    ตอบลบ