กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เงินอุดหนุนวัดจากสำนักงานพระพุทธศาสนา กรณี “เงินทอน” ในสายตาชาวบ้าน


ไม่ใช่การซื้อ-ขาย  แต่ทำไมมีรายการ  “เงินทอน”
สงสัยเด็กวัดหัวหมอจะล้วงย่ามสมภาร หรือเปล่างานนี้ ?

“เงินอุดหนุนวัด”    
... คือ เงินที่ พศ. ให้มาเพื่อให้วัดนำไปทำประโยชน์ (และควรเต็มจำนวนที่ให้มา)
เส้นทางการเงินมาง่ายๆ ...
เงินมาจาก  สำนักงานพระพุทธศาสนา ( พศ.)  >> มอบให้แก่วัด
แล้วก็เป็นเงิน...ที่วัดมีสิทธิโดยชอบธรรมในการนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ใดๆ
ในกิจกรรมของวัด  ... ต่อไป
( และมีการทำบัญชีหลักฐานการใช้จ่าย ก็ว่าไป ... )
จบ !

แต่มันมา งง ตรงที่เกิดมี  “เงินทอน” จาก “เงินอุดหนุน”  นี้ละครับ
ก็ในเมื่อมันคือ “การให้” เพื่อ “อุดหนุน”
ให้มา “เท่าไหร่” วัดก็ต้อง “ได้รับและได้ใช้เท่านั้น”  ... ตรงไปตรงมา ก็เข้าใจกันได้อย่างนี้
เช่น ให้มา  10  ล้านบาท เพื่อบูรณะโบสถ์...ฯลฯ วัดที่ได้รับเงิน ก็ต้องได้ใช้เต็ม 10 ล้าน !
จบ !

แต่ด้วย หลักการ และ เหตุผล อะไร ? ... เงินที่ให้จึงมี “เงินส่วนที่ขอคืน” 
ด้วยภาษาเรียกที่ไร้เหตุผลว่า  “เงินทอน” !
...
งง !!!  ซื้ออะไร ? ทำไมต้องทอน ?
โดยแจ้งเงื่อนไขว่า ... จะนำเอา “เงินทอน” จำนวนนี้ไปช่วยเหลือวัดที่ยากจนอื่นๆ !






ขอยก กรณีวัดพนัญเชิง  มาตั้งข้อสงสัย  ตามประสาชาวบ้าน อย่างนี้นะครับ

      1. “เงินอุดหนุน” นั้น
วัดไปขอ พศ.?  หรือ 
พศ.โดย จนท. เสนอมาที่วัด ?
( แล้ว เจ้าอาวาสก็ อ่ะ, เสนอให้มา เป็นงบ โดยถูกต้องตามระเบียบ ก็ดี ก็รับ )

2     2.
2.1  ก็ทำการมอบเงินให้วัดเต็ม 100 % ตามเอกสารงบประมาณ
ขั้นตอนต่อมา ...
2.2  ก็มาแจ้ง “เงือนไข” กับทางวัดเพื่อขอเงินจำนวนหนึ่งคืน(ซึ่งมาก)
โดยให้เหตุผลว่า “จะนำไปช่วยเหลือวัดยากจนอื่นๆ” ...
แล้วเรียก “เงินขอคืน” จำนวนนั้นว่า “เงินทอน”  ซึ่งชาวบ้านงง !

3    3.  การที่ จนท. มาเรียกเงินคืนจากวัด แบบนี้ ถ้าจะว่ากันให้จริงตามลักษณะการกระทำ
ก็สมควรเรียกว่าเป็นการ  “หลอกลวงเอาทรัพย์จากวัด” 
น่าจะตรงกว่า ใช่หรือไม่ ?  

4    4. จากข้ออ้างของ จนท. ... ถ้าจะช่วยเหลือวัดยากจนอื่นๆ
ก็ทำไมไม่จัดสรรงบเงินอุดหนุน ไปมอบให้กับวัดอื่นๆ เหล่านั้น โดยตรงเลย ?
ทำไมต้องจัดมามอบ(ผ่าน)ให้กับวัดหนึ่ง แล้วก็มาเรียกคืน เพื่อจะเอาไปให้กับวัดอื่นๆ ?
การทำงานดูวกวนยอกย้อน ไปไหมครับ !

คราวนี้มาดูฝั่ง เจ้าอาวาสวัด ครับว่า... ทำไมท่านจึงมอบเงินคืนให้ตามที่ จนท. ขอคืน
อย่างง่ายดาย ?

1.       ขึ้นชื่อว่า “พระ” วิถีของท่าน บ้างก็บวชตั้งแต่สามเณร  บ้างก็บวชพระแต่ 20 ปี
บวชแล้วก็อยู่กับ พระธรรมวินัย ความที่จะขวนขวายทางโลกไม่มี ... ดำรงชีพอยู่ด้วย
สัมมาอาชีวะบิณฑบาตร ถือความซื่อตรง ถือสัจจะ ความเป็นธรรม เป็นสำคัญ  ...
อย่างนี้ จะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมโลก ไหมครับ ?

2.      แล้วคนที่เข้ามาหา นั้นใคร ? เป็นถึง  เจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่มาจาก สำนักงานฯระดับชาติ ! ความเชื่อถือมันน้อยซะที่ไหน ?
บวกกับ ... ก็คงจะมีความนับถือคุ้นเคย กันประการหนึ่ง
และก็เพราะ “ความคุ้นเคย”  อย่าว่าแต่พระเลยครับ  อย่างเราท่าน ที่ว่าเชี่ยวโลก
ยังโดนหลอกเสียหายมาเท่าไหร่ เพราะ ไว้ใจคนคุ้นเคย !

3.      ก็ด้วยความเป็น “พระ”  บวชแล้วไม่ใช่ว่าจะฉันอาหารที่
      ญาติโยมถวายมาแล้วอ่านพระไตรปิฎก นั่งหลับตาแสวงหาทางพ้นทุกข์ ไปแต่ผู้เดียว, ...
 ประโยชน์ตนก็ต้องทำ,  ประโยชน์ส่วนรวม ก็ต้องทำ ... ก็เพราะต้องทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วย (ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสสั่งไว้) ... หลวงปู่ หลวงพ่อ จึงได้ชื่อว่า สมภาร ... คือ ผู้แบกภาระพระศาสนาของแต่ละวัดเอาไว้ ... ก็เป็นเหตุให้ต้องหาทรัพย์มา สร้างโบสถ์ กุฏิ  ศาลา พระเจดีย์... ฯลฯ ก็เพื่อให้ญาติโยมที่มาแสวงบุญได้อยู่ได้ใช้สะดวก ... ว่ามายาว ก็อยากให้เห็นภาพชัดๆ ครับ ... เพราะหลายคนก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่า พระจะรับเงินไปทำไมมากมาย ... ท่านรับมาเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมดังกล่าวละครับ ...

เข้าเรื่องครับ ... ด้วยเหตุดังกล่าว ... มันก็เลยมาถึงจุดนี้ไงครับว่า ... ก็เมื่อมีลูกศิษย์ลูกหาเจ้าหน้าที่สำนักงานระดับสูง มาเสนอ แล้วทำไมท่านจะไม่รับ ? ... แล้วก็เป็นคนถึงระดับนั้น  หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านจะไประแวงสงสัยไหม ?  ท่านจะคิดไปถึงไหมครับว่า ... จะทำกันได้ลงถึงเพียงนั้น ?


คราวนี้  ขอสงสัย คำเรียกทำไมต้องเป็น  “เงินทอน”
เป็นไปได้ไหมว่านี้คือ เจตนา ... เพื่อโยนความผิด หรือลากเอา เจ้าอาวาส/พระ/วัด
ให้กลายเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการดังกล่าว ?
หรือ เจตนา ให้ เจ้าอาวาส วัด มาเป็นแพะ รับผิดแทน ?!
ทั้งๆ ที่ วัด/พระ/เจ้าอาวาส ... ไม่รู้เรื่องอะไรเลย !

แบบนี้, ... วัด / เจ้าอาวาส คือ ผู้ถูกหลอก  คือ ผู้เสียหาย
คือ ผู้ถูกนำชื่อมาใช้อ้างในการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบของคนบางคน
ใช่หรือไม่ ?
!


เรื่องนี้  ถ้าจะตรวจสอบกันจริงๆ  ก็ไม่ซับซ้อน นะครับ

1.      ไปดูที่จุดเริ่มต้นของเงินว่า  วัดขอไป ?  หรือ พศ. เสนอจัดให้มา ?
คำตอบข้อนี้ก็มากพอที่จะเป็นตัวชี้วัดความจริงของ “เจตนา” แล้วนะครับ  
2.      ไปตรวจที่ปลายทาง ตามที่ จนท. อ้างเงือนไขว่า จะนำเงินไปช่วยเหลือวัดอื่นๆ
วัดอื่นๆ นั้น วัดอะไรบ้าง ? ได้รับเงินช่วยเหลือจาก จนท.
ที่ว่า จริงหรือไหม ? เท่าไหร่ ? อย่างไร ? ...
             ถ้าการตรวจสอบไปเป็นอย่างซื่อตรงโปรงใส ...
            เรื่องก็ไม่ได้ซับซ้อน เกินกว่าจะหาความจริงได้,   

            “พระ” 
            ท่านมุ่งทำประโยชน์ตน คือ แสวงหาหนทางแห่งสันติ
            และมุ่งทำประโยชน์ส่วนรวม คือ เป็นกัลยาณมิตรเกื้อกูลชาวโลกชาวบ้านชาวเรา 
ให้เดินถูกทางไปกับท่านด้วย

            คุณประโยชน์ที่ท่านทำนั้นมีคุณูปการมหาศาลแค่ไหน  
ทำไมเราท่านไม่คิดถึงบ้าง ?!

            แต่...ฆราวาสว้าวุ่น ก็หาเรื่องมาทำเลอะเทอะเปรอะเปื้อนกับท่าน
โดยปราศจากความละอายเกรงกลัวต่อบาป อยู่ไม่เว้น !  
            ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่น้อยๆ นะครับ!  ขอให้คิดให้ครบทุกด้าน!  
            เรื่องของวัด เรื่องของพระรัตนตรัย ขอให้ปฏิบัติด้วยความรอบคอบระมัดระวัง

            อย่าให้ซ้ำรอย คดีรถโบราณ ... เสียหายไปเท่าไหร่ ?
            แล้ววันนี้ มีใคร หรือ ฝ่ายไหน หน่วยงานใด 
            ออกมารับผิดชอบแก้ไขสิ่งที่ล่วงเกินที่กระทำลงไปบ้าง ?


ชาวศิวิไลซ์
29  มิถุนายน พ.ศ. 2560
---------------------------------


ข้อมูลเกี่ยวข้อง

แฉหลอก'เจ้าคุณ'วัดพนัญเชิงฯ โกยเงินทอนวัด13ล้าน จากงบ20ล้าน
เปิดชื่อ 12 วัด!! เข้าข่ายทุจริตงบอุดหนุนวัด


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น